รายงานผลการประเมิน
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
/ สำนักนายกรัฐมนตรี100
-
รายละเอียดตัวชี้วัด
- เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “คะแนนประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง ” ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
- ถ่ายทอดจากแผนแม่บทฯ ประเด็นที่ 1 ความมั่นคง แผนแม่บทย่อย การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ เป้าหมาย 010301 หน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
คำอธิบาย : องค์ประกอบการวัดของตัวชี้วัดประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง ได้แก่
(1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการข่าว อาทิ พัฒนาองค์ความรู้ด้านการข่าวและความมั่นคง
(2) การรวบรวม แลกเปลี่ยน แจ้งเตือนข้อมูลข่าวสาร อาทิ พัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์กลุ่มหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ
(3) การบริหารจัดการด้านการข่าว อาทิ กลไกการบูรณาการภายในประเทศ และกลไกการประสานความร่วมมือ รวมถึงเครือข่ายทุกภาคส่วน
(4) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง อาทิ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการ การประสานงาน การสื่อสารระหว่างประชาคมข่าวกรอง
นิยาม : รายงานผลการดำเนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) หมายถึง รายงานสรุปผลการดำเนินงานของ สขช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่มีการคำนวณคะแนนประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรองสำหรับรายงานต่อสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)











รายละเอียดแผนการดำเนินการตามตัวชี้วัด 1 ของทั้ง 6 กิจกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569










ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
ช่วงเวลารายงานผล : ทุกปี
| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| คะแนนประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าว และประชาคมข่าวกรอง | 0.00 (คะแนน) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
- เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “ร้อยละความเชื่อมั่นของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง” ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
คำอธิบาย :
• ดำเนินการสำรวจความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้ใช้ข่าวจำนวนทั้งสิ้น 16 ท่าน โดยแบ่งเป็น 1) ผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย จำนวน 5 ท่าน 2) หัวหน้าหน่วยงานประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2 ท่าน โดยการสอบถามในประเด็นความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดังนี้
1) ความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
2) ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพรายงานข่าวกรอง
3) ความคาดหวังของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง
• รายงานข่าวกรองตามประเด็นความมั่นคง 9 ประเด็น ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง ได้แก่ 1) ข่าวกรองด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 2) ข่าวกรองด้านความมั่นคงภายในประเทศ 3) ข่าวกรองเพื่อการป้องกันการบ่อนทำลายสถาบันหลัก 4) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศรอบบ้านและตามแนวชายแดน 5) ข่าวกรองเพื่อป้องกัน ลดการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 6) ข่าวกรองเพื่อกระบวนการสันติสุข และสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 7) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ 8) ข่าวกรองเพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ 9) รายงานข่าวกรองประเด็นอื่น ๆ อาทิ รายงานสรุปสถานการณ์ตามห้วงเวลา/เหตุการณ์เฉพาะเพื่อเป็นข้อมูลด้านความมั่นคง
นิยาม : รายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง หมายถึง
1) รายงานข่าวกรองด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ให้ข้อพิจารณานโยบาย มาตรการ ข้อเสนอแนะ ที่เสนอต่อผู้บริหารระดับกำหนดนโยบาย
2) ผู้บริหารระดับกำหนดนโยบายใช้ประโยชน์จากรายงานข่าวกรอง ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ข้อพิจารณา คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ โดยการสั่งการ/มอบหมาย ผู้รับผิดชอบ หน่วยรับผิดชอบดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง
โดยจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์จากรายงานข่าวกรอง ดังนี้
(1) นำไปประกอบการตัดสินใจสั่งการเชิงนโยบาย
(2) นำไปกำหนดทิศทางหรือนโยบายของรัฐบาลนำไปจัดทำแผนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(3) นำไปประกอบการตัดสินใจปฏิบัติงานในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน
(4) ใช้เป็นข้อมูลสำคัญที่มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของเหตุการณ์/สถานการณ์ความไม่สงบ
ผู้ใช้ข่าว หมายถึง ผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย 5 ท่าน หัวหน้าหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 ท่าน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1) ผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย จำนวน 5 ท่าน ได้แก่
1.1 นายกรัฐมนตรี
1.2 รองนายกรัฐมนตรี (ด้านความมั่นคง)
1.3 รองนายกรัฐมนตรี (ที่กำกับดูแล มท.)
2) หัวหน้าหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน ได้แก่
2.1 กระทรวงกลาโหม 4 ท่าน คือ เจ้ากรมข่าวทหาร เจ้ากรมข่าวทหารบก เจ้ากรมข่าวทหารเรือ เจ้ากรมข่าวทหารอากาศ
2.2 กระทรวงการต่างประเทศ (ปลัดฯ กต.)
2.3 กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.)
2.4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (เลขาธิการ กอ.รมน.)
2.5 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.)
2.6 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.)
3) หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ท่าน ได้แก่
3.1 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (เลขาธิการ สกมช.)
3.2 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการ ศอ.บต.)
รายงานข่าวกรองตามประเด็นความมั่นคง 9 ประเด็นที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง ได้แก่
1) ข่าวกรองด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
2) ข่าวกรองด้านความมั่นคงภายในประเทศ
3) ข่าวกรองเพื่อการป้องกันการบ่อนทำลายสถาบันหลัก
4) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศรอบบ้านและตามแนวชายแดน
5) ข่าวกรองเพื่อป้องกัน ลดการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
6) ข่าวกรองเพื่อกระบวนการสันติสุข และสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
7) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ
8) ข่าวกรองเพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์
9) รายงานข่าวกรองประเด็นอื่นๆ อาทิ รายงานสรุปสถานการณ์ตามห้วงเวลา/เหตุการณ์เฉพาะเพื่อเป็นข้อมูลด้านความมั่นคง
ขอบเขตการประเมินผล : ประเมินความเชื่อมั่นของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง โดยการจัดเก็บผลการตอบแบบสอบถามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ติดตามประเมินผลรอบ 12 เดือน
วิธีการสำรวจความเชื่อมั่น : ดำเนินการสำรวจความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้ใช้ข่าว จำนวนทั้งสิ้น 16 ท่าน โดยแบ่งเป็นผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย จำนวน 5 ท่าน หัวหน้าหน่วยงานประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 ท่าน โดยการสอบถามในประเด็นความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดังนี้ 1) ความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ 2) ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพรายงานข่าวกรอง และ 3) ความคาดหวังของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง และสอบถามในประเด็นรายงานข่าวกรองตามประเด็นความมั่นคง 9 ประเด็นที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคงกำหนดข้อคำถามของแต่ละประเด็นความมั่นคงอย่างน้อย 4 ข้อ ดังนี้ 1) ความถูกต้องของข่าวที่ส่งมอบ 2) ความครบถ้วนของข่าวที่ส่งมอบ 3) ความทันต่อสถานการณ์ของข่าวที่ส่งมอบ และ 4) การประสานงานร่วมกันของหน่วยงาน และกำหนดระดับความเชื่อมั่นเป็น 5 ระดับคะแนน ได้แก่ เชื่อมั่นมากที่สุด (5) เชื่อมั่นมาก (4) เชื่อมั่นปานกลาง (3) เชื่อมั่นน้อย (2) เชื่อมั่นน้อยที่สุด (1)

เงื่อนไข : สำนักข่าวกรองแห่งชาติจะยกเว้นการประเมินผลความเชื่อมั่นฯ หัวหน้าหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรณีที่ไม่ได้มีการส่งมอบรายงานให้ผู้ใช้ข่าวทั้งสองหน่วยงาน
: มีการจัดเก็บและสรุปข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ในรายงานข่าวกรองจากผู้ใช้ข่าวระดับสูงที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินการข่าวกรองต่อไป
: การสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง ต้องมีผู้ตอบแบบสอบถามไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 (*อย่างน้อย 12 ท่าน)
ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ช่วงเวลารายงานผล : ทุกปีงบประมาณ

| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| ความเชื่อมั่นของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง | 0.00 (ร้อยละ) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
คำอธิบาย : เป็นตัวชี้วัดที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานข่าวกรองแห่งชาติแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถติดตาม แจ้งเตือน ระงับยับยั้ง และป้องกันปัญหาและภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมืออนาคตศึกษาเป็นตัวขับเคลื่อนการจัดทำรายงานประมาณการสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) สำหรับประกอบการตัดสินใจและออกแบบนโยบายและแผนระดับชาติ กำหนดแนวทางรับมือสถานการณ์ภัยคุกคาม และยุทธศาสตร์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในปี 2570
นิยาม : รายงานประมาณการสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) หมายถึง รายงานข่าวกรองซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของกลไกระดับนโยบายของประเทศ และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสามารถนำรายงานข่าวกรองที่ประมาณการสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) ไปใช้ประโยชน์ในการเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบาย การตัดสินใจกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนระดับชาติ และระดับหน่วยงาน รวมทั้ง ประเด็นสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ
ขอบเขตการประเมิน : การจัดทำรายงานประเมินทิศทางของประเทศไทยเพื่อการพัฒนางานข่าวกรองไทยในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) จำนวน 1 ฉบับ
วิธีการเก็บข้อมูล : ติดตามการดำเนินงานในการจัดทำรายงานประเมินทิศทางของประเทศไทยเพื่อการพัฒนางานข่าวกรองไทยในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป)
แหล่งที่มาของข้อมูล : รายงานประเมินทิศทางของประเทศไทยเพื่อการพัฒนางานข่าวกรองไทยในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป)
ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานเลขานุการคณะที่ปรึกษาการข่าว สขช.
ช่วงเวลารายงานผล : รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน

| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| รายงานผลการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านอนาคตศึกษา | ไม่ผ่าน |
| รายงานประเมินทิศทางของประเทศไทยเพื่อการพัฒนางานข่าวกรองไทยในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) จำนวน 1 ฉบับ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ | ไม่ผ่าน |
| เสนอนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง | ไม่ผ่าน |
| เผยแพร่ผลงานแก่หน่วยงานระดับนโยบายด้านความมั่นคง 5 หน่วย ได้แก่ กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ | ไม่ผ่าน |
รายละเอียดตัวชี้วัด
คำอธิบาย : เป็นตัวชี้วัดที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 15 การพัฒนาระบบข่าวกรองแห่งชาติ มุ่งเน้นการยกระดับระบบงานข่าวกรองแห่งชาติ ในการเฝ้าระวัง ประเมิน ตอบสนอง และแจ้งเตือนต่อสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ แบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถติดตาม แจ้งเตือน ระงับยับยั้ง และป้องกันปัญหาและภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเชื่อมโยง บูรณาการ และแจ้งเตือนข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
การบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ หมายถึง การดำเนินการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพในประชาคมข่าวกรอง หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถของระบบงานข่าวกรอง และเชื่อมโยงข้อมูลด้านการข่าวเพื่อ นำไปสู่การแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนการสั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
การเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าวกับหน่วยงานเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หมายถึง การพัฒนาและนำเข้าข้อมูลด้านการข่าวเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้แก่ รายงานสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber News) รายงานวิเคราะห์ประมาณการสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ฐานข้อมูลกลุ่มแฮกเกอร์ที่รัฐต่างชาติให้การสนับสนุน (state-sponsored threat actors) กลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ (cybercrimes) และกลุ่มนักเคลื่อนไหวเจาะระบบ (hacktivists) รวมทั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลมัลแวร์ (Malware Information sharing Platform : MISP) ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบข่าวกรองแห่งชาติ ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อรวบรวมเก็บไว้ในแหล่งเดียวกัน และอนุญาตให้หน่วยงานเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ได้แก่หน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้ามาใช้งานระบบฐานข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์
หน่วยงานเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล พิจารณาหน่วยงานจากความสำคัญของหน่วยงานที่หากเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อหน่วยงาน จะส่งผลกระทบหรือเกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือต่อประเทศ และลักษณะหน่วยงานที่เป็นศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ โดยในห้วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2570 กำหนดไว้จำนวน 12 หน่วยงาน ได้แก่
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านสาธารณสุข (Health CERT)
ศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ด้านพลังงาน (Energy-CERT)
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้แก่ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์กระทรวงการคลัง (MOF-CERT) ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์กรมศุลกากร
ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ภาครัฐบาลดิจิทัล (DG-CERT) ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์กระทรวงกลาโหม (MOD-CIRT)
ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ด้านโทรคมนาคม (TTC-CERT)
คณะทำงานบูรณาการข่าวกรองทางไซเบอร์ เป็นกลไกหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิจารณา เสนอแนะ แนวทางและกลไกการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะนำไปใช้ประโยชน์และขยายผลทางการข่าวเพื่อการต่อต้านข่าวกรองทางไซเบอร์และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งมีหน่วยงานที่สำคัญเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน อย่างน้อย ดังนี้ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารกองบัญชาการกองทัพไทย
ไซเบอร์ หมายความรวมถึง ข้อมูลและการสื่อสารที่เกิดจากการให้บริการหรือการประยุกต์ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต หรือโครงข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งการให้บริการโดยปกติของดาวเทียมและระบบเครือข่ายที่คล้ายคลึงกัน ที่เชื่อมต่อกันเป็นการทั่วไป
การข่าวกรองทางไซเบอร์ หมายถึง การดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมาย กำลังความสามารถ และความเคลื่อนไหว รวมทั้งวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่อาจใช้ไซเบอร์กระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการดำเนินการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการข่าวกรองทางไซเบอร์ เพื่อไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับประเทศ
การต่อต้านข่าวกรองทางไซเบอร์ หมายถึง การกระทำหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดๆ อาทิ หน่วยข่าวกรองหรือกลุ่มอาชญากรที่เป็นคู่ต่อสู้ ฝ่ายตรงข้าม หรือศัตรู ที่มุ่งหมายจะได้ไปซึ่งความลับของชาติหรือทำลายความมั่นคง จากการรวบรวมข้อมูลข่าวสารหรือข่าวกรอง การจารกรรม การบ่อนทำลาย การก่อวินาศกรรม และการก่อการร้าย หรือการอื่นใด โดยใช้ไซเบอร์ อันเป็นภัยคุกคาม เพื่อรักษาความมั่นคง หรือประโยชน์แห่งรัฐ
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หมายถึง การกระทำหรือการดำเนินการใด ๆ โดยมิชอบโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมไม่พึงประสงค์โดยมุ่งหมายประทุษร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงหรือที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดจากการกระทำหรือการดำเนินการใด ๆ ที่มิชอบซึ่งกระทำการผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ ที่อาจเกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หมายถึง มาตรการหรือการดำเนินการที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศอันกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทหาร และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
การแจ้งเตือนข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการต่อต้านข่าวกรองทางไซเบอร์ หมายถึง กระบวนการข่าวกรอง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลด้านการข่าว และนำไปใช้ต่อต้านการข่าวกรองทางไซเบอร์ และแจ้งเตือนเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อใช้ประกอบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวหลายแหล่ง ได้แก่ การปฏิบัติงานเฝ้าระวังและตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ การเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำข้อมูลมาตรวจสอบ ตรวจทาน บันทึก ประเมินค่า ตีความ ขยายผลทางการข่าว และจัดทำเป็นรายงานแจ้งเตือนข้อมูลด้านการข่าวประกอบกับคำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการในการตรวจสอบ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้แก่ผู้ใช้ข่าวจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อไปใช้ประกอบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
วิธีการสำรวจการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ : ดำเนินการสำรวจการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์จากหน่วยงานเครือข่ายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างน้อยจำนวน 6 หน่วยงาน โดยในแบบสอบถามร้อยละการใช้ประโยชน์จากรายงานข่าวกรองเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กำหนดระดับการใช้ประโยชน์ 5 ระดับ ได้แก่ ใช้ประโยชน์มากที่สุด (5) ใช้ประโยชน์มาก (4) ใช้ประโยชน์ปานกลาง (3) ใช้ประโยชน์น้อย (2) ใช้ประโยชน์น้อยที่สุด (1)
ขอบเขตการประเมินผล : ประเมินผลสำเร็จ ดังนี้ 1. จำนวนหน่วยงานในเครือข่ายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลในระบบฐานข้อมูล
2. การประเมินการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ของหน่วยงานในเครือข่ายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในการ ใช้งานระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์
ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ช่วงเวลารายงานผล : รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน

| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| มีการสร้างเครือข่ายทางด้านการข่าว เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ | 0 (หน่วยงาน) |
| การใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ | 0.00 (ร้อยละ) |
| รายงานสรุปผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 | ไม่ผ่าน |
รายละเอียดตัวชี้วัด
คำอธิบาย : ความสำเร็จของการใช้งานข่าวกรองและการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายข่าวกรองภาคประชาชนและภาคเอกชน เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนผลสำเร็จของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (ปี 2566 –2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคง (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 15 : การพัฒนาระบบข่าวกรองชาติ ในประเด็นของการขยายเครือข่ายเฝ้าระวังตามประเด็นความมั่นคงสำคัญ/พื้นที่ความมั่นคงภายในประเทศ ด้วยการสร้างกลไกเครือข่ายข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน รองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อการพัฒนาระบบงานข่าวกรองให้มีประสิทธิภาพ สามารถติดตาม แจ้งเตือน และระงับยับยั้งปัญหาภัยคุกคามได้อย่างทันเวลา โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สขช. มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน รวมถึงสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายและสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ ประมาณการสถานการณ์ อีกทั้ง เป็นการเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่ายด้านการข่าวนอกภาครัฐให้มีความตระหนักรู้ นำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและติดตามภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาจัดทำรายงานข่าวกรองนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ ตลอดจนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศในประเด็นความมั่นคงสำคัญและพื้นที่ความมั่นคงภายในประเทศ
นิยาม : การสร้างเครือข่ายด้านการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน หมายถึง การมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ทางการข่าวตามประเด็นความมั่นคงสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านความมั่นคงภายในประเทศ 2) ด้านสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทยกับประเทศรอบบ้าน 3) ด้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 4) ด้านสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ และพื้นที่ความมั่นคงภายในประเทศ ได้แก่ 1) พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก 2) พื้นที่ภาคเหนือ 3) พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4) พื้นที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน 5) พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
: การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายด้านการข่าวภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง หมายถึง การพัฒนาเพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายด้านการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน ให้มีขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่
ขอบเขตการประเมิน : การประเมินผลสำเร็จของการดำเนินงานตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
“โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน”
วิธีการเก็บข้อมูล : ติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
“โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน”
แหล่งที่มาของข้อมูล : รายงานสรุปผลการดำเนินงานตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
“โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน”

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติกลาง สขช.
ช่วงเวลารายงานผล : รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน
แหล่งอ้างอิง : นยบ.15 , โครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติฯ ปี 2569

| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| ดำเนินกิจกรรมการเสริมสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่ ศป.ข. ภาค 1-5 ตามประเด็นความมั่นคงที่สำคัญ | 0 (กิจกรรม) |
| ร้อยละรายงานข่าวกรองจากเครือข่ายภาคประชาชน และภาคเอกชนถูกนำไปใช้ประโยชน์ | 0.00 (ร้อยละ) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
คำอธิบาย : เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนการบูรณาการระบบฐานข้อมูลด้านความมั่นคงในส่วนของภารกิจของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 16 การบูรณาการข้อมูลด้านความมั่นคง ที่มุ่งเน้นการจัดทำและเชื่อมโยงบัญชีข้อมูลด้านความมั่นคงขนาดใหญ่เชิงดิจิทัลให้สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายในการป้องกันและแก้ไขภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
การบูรณาการระบบงานข่าวกรองด้านความมั่นคง หมายถึง การดำเนินการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพในประชาคมข่าวกรอง หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถของระบบงานข่าวกรอง และเชื่อมโยงข้อมูลด้านการข่าวเพื่อนำไปสู่การแจ้งเตือน การสั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
การบูรณาการด้านการข่าวแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงกับหน่วยสมาชิก หมายถึง การสร้างช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลด้านการข่าวในการนำเข้าข้อมูลด้านความมั่นคงของแต่ละหน่วยประชาคมข่าวกรอง ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) เพื่อนำมารวบรวมเก็บไว้ในแหล่งเดียวกัน และอนุญาตให้หน่วยประชาคมข่าวกรองเข้าใช้งาน ระบบฐานข้อมูลด้านการข่าว
หน่วยงานในประชาคมข่าวกรองที่เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2568 จำนวน 22 หน่วยงาน ได้แก่
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ได้แก่ 1) ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) 2) สำนักการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สขว.กอ.รมน.) 3) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) 4) หน่วยข่าวกรองทางทหาร (ขกท.)
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ได้แก่ 5) กรมข่าวทหาร (ขว.ทหาร) 6) กรมข่าวทหารบก (ขว.ทบ.) 7) กรมข่าวทหารอากาศ (ขว.ทอ.) 8) กรมข่าวทหารเรือ (ขว.ทร.) 9) ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทย (ศปก.มท.)
10) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (ปค.)
- ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ได้แก่ 11) กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) 12) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) 13) ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย (ศตก.) และ 14) กองทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1)
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้แก่ 15) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 16) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) 17) กระทรวงแรงงาน (รง.) 18) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 19) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ 20) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มีการเพิ่มการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประชาคมข่าวกรอง ตามระเบียบสำนักข่าวกรองแห่งชาติว่าด้วยศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อให้ครอบคลุมตามระเบียบดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
- ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่ 21) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) 22) ศูนย์ดิจิทัลเพื่อความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชาอาณาจักร (ศดม.กอ.รมน.)
การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลด้านการข่าว ของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง หมายถึง การใช้เป็นข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการจัดทำรายงานตามภารกิจรวมถึงเป็นข้อมูลประกอบการประชุมของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรองระบบฐานข้อมูลด้านการข่าวเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการค้นหาข้อมูล ข่าวสาร ตามประเด็นความมั่นคงตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ที่กำหนดร่วมกัน ประเด็นข่าวสารเหตุการณ์ภายในและต่างประเทศ ข้อมูลบุคคล องค์กร และอื่น ๆ
การนำเข้าข้อมูลในระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) หมายถึง การนำเข้าข้อมูลการข่าวตามหัวข้อชุดข้อมูลของประเด็นความมั่นคงตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 -2570) จำนวน 13 ชุดข้อมูล เพื่อใช้เป็นประเด็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยมีการประชุมส่งเสริมการบูรณาการการใช้ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเข้าข้อมูลให้เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น
ชุดข้อมูล 13 ชุดข้อมูล หมายถึง ชุดข้อมูลประเด็นความมั่นคงตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) ดังนี้ 1) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ 2) การปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติและการพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ 3) การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติพื้นที่ชายแดน 4) การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 5) การป้องกันและแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 6) การบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมืองและผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ 7) การป้องกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 8) การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด 9) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 10) การป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ 11) การป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย 12) การสร้างดุลยภาพระหว่างประเทศ 13) การบริหารจัดการด้านภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยเป็นทั้งข้อมูลหลัก และสนับสนุนตามภารกิจ
วิธีการสำรวจการใช้ประโยชน์ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง : ดำเนินการสำรวจในรอบ 6 เดือน และ 12 เดือน จากหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง โดยการสอบถามในประเด็นการใช้ประโยชน์ กำหนดระดับการใช้ประโยชน์เป็น 5 ระดับคะแนน ได้แก่ มากที่สุด (5) มาก (4) ปานกลาง (3) น้อย (2) น้อยที่สุด (1)
ขอบเขตการประเมิน : ประเมินผลสำเร็จ ดังนี้ 1. การประเมินการใช้ประโยชน์ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน
2. รายงานผลการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ติดตามประเมินผลรอบ 12 เดือน
วิธีการเก็บข้อมูล : การเก็บผลจากสถิติการนำเข้าข้อมูล และแบบสอบถามการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว)
ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติกลาง สขช.

| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| หน่วยงานในประชาคมข่าวกรองสามารถใช้ประโยชน์ในการใช้งานระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) | 0.00 (ร้อยละ) |
| รายงานการใช้ประโยชน์ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) 1 ฉบับ | ไม่ผ่าน |
รายละเอียดตัวชี้วัด
• PMQA 4.0 คือ เครื่องมือการประเมินระบบการบริหารของส่วนราชการในเชิงบูรณาการ เพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของส่วนราชการกับเป้าหมาย และทิศทางการพัฒนาของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อประเมินความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน
• พิจารณาจากความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจาก ผลการประเมินสถานการณ์เป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) จาก สำนักงาน ก.พ.ร.
• พิจารณาจากผลการประเมินสถานะการเป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมทั้ง 7 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 การนำองค์การหมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ หมวด 3 การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ หมวด 5 การมุ่งเน้นบุคลากร หมวด 6 การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ และหมวด 7 ผลลัพธ์การดำเนินการ
• ประเมินรอบ 12 เดือน มีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้
เป้าหมายขั้นต้น: 300 คะแนน
เป้าหมายมาตรฐาน: 400 คะแนน
เป้าหมายขั้นสูง: 470 คะแนน
| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| คะแนนการประเมินสถานะของหน่วยงานในการเป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) | 0.00 (คะแนน) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย
- กลุ่มที่ 2: หน่วยงานที่ได้ Pillar ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นจำนวน 1-5 Pillar
•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด
•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices
•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/
•กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2569 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน
| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| กลุ่มที่ 2 (หน่วยงานที่ได้ Pillar ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นจำนวน 1-5 Pillars) | 0 (Pillars) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
กลุ่มที่ 2 ผลการดำเนินงานปี 2568 65.00 - 79.99 คะแนน
•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด
•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices
•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/
กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2568 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน
| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| กลุ่ม 2 | 0.00 (คะแนน) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
•การประเมินความพึงพอใจใช้ข้อมูลจากผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ในแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment: EIT) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก จะมีการจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผู้รับบริการหรือติดต่อราชการเข้าตอบด้วยตนเอง (EIT Public) และ ส่วนที่ 2 สำนักงาน ป.ป.ช. จัดเก็บข้อมูล (EIT Survey)
•วิธีการรวบรวมข้อมูลแบบวัด EIT Survey เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนที่ 2 โดยสำนักงาน ป.ป.ช. จะเป็นผู้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คัดเลือก และจัดเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้
ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนที่ 2 จำนวนร้อยละ 20 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่างของส่วนที่ 1 แต่จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน หรือตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
•ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก หมายถึง บุคคล นิติบุคคล บริษัทเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่เคยมารับบริการหรือมาติดต่อตามภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงพนักงานจ้างเหมาบริการ ในรอบปีงบประมาณ
พ.ศ. 2569 นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางใดทางหนึ่งหรือได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบาย การปฏิบัติหน้าที่หรือการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงาน
•วิธีการวัด ใช้ผลคะแนน EIT Survey ของสำนักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น