รายงานผลการประเมิน
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
/ สำนักนายกรัฐมนตรี100
-
รายละเอียดตัวชี้วัด
- เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “ร้อยละความสำเร็จในการตรวจพิจารณากฎหมายแล้วเสร็จตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายและการเร่งรัดการตรวจพิจารณาเรื่องค้างดำเนินการ” ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คำอธิบาย :
1. การตรวจพิจารณาร่างกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 จะมุ่งเน้นการดำเนินการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่มีกรอบการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2569 - 2570 รวมถึงร่างกฎหมายเร่งด่วน (Fast Track) ตามนโยบายของรัฐบาลที่มีการเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่จำกัด ซึ่งระยะเวลาการตรวจพิจารณาไม่เป็นไปตามมาตรฐานการดำเนินงานปกติของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
2. ร่างกฎหมายสำคัญ หมายความว่า ร่างกฎหมายที่มีกรอบการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2569 - 2570 หรือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล หรือเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงปลอดภัยการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพของประชาชน
3. ร่างกฎหมายสำคัญและร่างกฎหมายเร่งด่วน (Fast Track) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
3.1 ประเภทที่ 1 ร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้พิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจพิจารณาภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงร่างกฎหมายที่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ หากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ไม่ได้กำหนดระยะเวลาดำเนินงานไว้ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจพิจารณากำหนดร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นประเภทที่ 2 ได้
3.2 ประเภทที่ 2 ร่างกฎหมายที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณากำหนดเป็นร่างกฎหมายสำคัญหรือร่างกฎหมายเร่งด่วน โดยพิจารณาจากเหตุผลและความจำเป็นในการเร่งรัดการตรวจพิจารณาร่างกฎหมาย และกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ
ขอบเขตการประเมิน :
• การนับเวลาดำเนินงาน เริ่มนับตั้งแต่วันที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาลงรับเรื่อง
• การวัดความสำเร็จจากการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายแล้วเสร็จที่มีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
• นับเรื่องรับเข้าหรือเรื่องที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 สิงหาคม 2569
• นับเรื่องเสร็จ รอบที่ 1 (1 ตุลาคม 2568 - 31 มีนาคม 2569) และรอบที่ 2 (1 ตุลาคม 2568 - 30 กันยายน 2569)
• ให้นำเรื่องที่เป็นกฎหมายสำคัญหรือกฎหมายเร่งด่วนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2568 มานับเป็นเรื่องดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
วิธีการเก็บข้อมูล : ระบบโปรแกรมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS Cloud Office)
แหล่งที่มาของข้อมูล : ระบบโปรแกรมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS Cloud Office)


| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| ร้อยละความสำเร็จในการตรวจพิจารณากฎหมายแล้วเสร็จตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายและการเร่งรัดการตรวจพิจารณาเรื่องค้างดำเนินการ | 0.00 (ร้อยละ) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
- เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “ร้อยละความสำเร็จของการให้ความเห็นทางกฎหมายประเภทความเห็นทั่วไป” ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คำอธิบาย :
1. การให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายหรือที่เกี่ยวข้องกับตัวบทกฎหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการหรือวางระเบียบปฏิบัติราชการให้ชัดเจน หรือเป็นการวินิจฉัยข้อโต้แย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐให้เป็นที่ยุติในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม กฎหมายระหว่างประเทศ การเงินการคลัง การบริหารราชการแผ่นดิน พาณิชย์ อุตสาหกรรม การศึกษาและวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและการคมนาคม
2. การให้ความเห็นทางกฎหมายประเภททั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ
แบบที่ 1 การให้ความเห็นแก่หน่วยงานของรัฐ โดยกำหนดมาตรฐานระยะเวลาดำเนินงาน จำนวน 53 วัน
แบบที่ 2 การให้ความเห็นตามขั้นตอนการปฏิบัติราชการและการให้ความเห็นทั่วไปที่หน่วยงานของรัฐสอบถามความเห็นของสำนักงานฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้ความเห็นประกอบการกู้เงินของรัฐบาล การเป็นหนังสือสัญญา ความตกลงระหว่างประเทศ ฯลฯ โดยกำหนดมาตรฐานระยะเวลาดำเนินงาน จำนวน 53 วัน
แบบที่ 3 การให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อประกอบการให้คำรับรองของนายกรัฐมนตรี โดยกำหนดมาตรฐานระยะเวลาดำเนินงาน จำนวน 45 วัน
ขอบเขตการประเมิน :
• การนับเวลาดำเนินงาน เริ่มนับตั้งแต่วันที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาลงรับเรื่อง
• การวัดความสำเร็จในการให้ความเห็นที่มีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จตามมาตรฐานระยะเวลาดำเนินงาน ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
• การนับเรื่องเข้ารับดำเนินงาน
แบบที่ 1 นับเรื่องเข้ารอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 รอบที่ 2 ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 – 31 กรกฎาคม 2569
แบบที่ 2 นับเรื่องเข้ารอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 รอบที่ 2 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 กรกฎาคม 2569
แบบที่ 3 นับเรื่องเข้ารอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 รอบที่ 2 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 15 สิงหาคม 2569
• นับเรื่องเสร็จ รอบที่ 1 (1 ตุลาคม 2568 - 31 มีนาคม 2569) และรอบที่ 2 (1 ตุลาคม 2568 - 30 กันยายน 2569)
วิธีการเก็บข้อมูล : ระบบโปรแกรมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS Cloud Office) และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
แหล่งที่มาของข้อมูล : ระบบโปรแกรมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS Cloud Office) และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์


| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| ร้อยละความสำเร็จของการให้ความเห็นทางกฎหมายประเภทความเห็นทั่วไป | 0.00 (ร้อยละ) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
คำอธิบาย :
1. การให้ความเห็นทางกฎหมายเป็นการล่วงหน้าโดยด่วนเพื่อประกอบการพิจารณาการประชุมคณะรัฐมนตรี กรณีที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้มีหนังสือมายังสำนักงานฯ เพื่อขอความเห็นทางกฎหมายและนำความเห็นดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเป็นการล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาให้แก่คณะรัฐมนตรีทำให้มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น ๆ มีความชัดเจนในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น
2. การให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี (ตอบ สลค.) แบ่งเป็น 3 รูปแบบ
แบบที่ 1 การตอบความเห็นเรื่องที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนดระยะเวลาดำเนินงานหรือวันที่จะบรรจุวาระให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา (ภายในเวลาที่กำหนด)
แบบที่ 2 การตอบความเห็นเรื่องที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่กำหนดระยะเวลา เช่น ระบุว่า โดยด่วน โดยเร็ว เป็นต้น (มาตรฐานระยะเวลาดำเนินงาน 50 วัน)
แบบที่ 3 การตอบความเห็นเรื่องที่มีการตรวจพิจารณาร่างกฎหมาย (มาตรฐานระยะเวลาดำเนินงาน 50 วัน)
ขอบเขตการประเมิน :
• การนับเวลาดำเนินงาน เริ่มนับตั้งแต่วันที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาลงรับเรื่อง
• การวัดความสำเร็จในการให้ความเห็นที่มีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จตามมาตรฐานระยะเวลาดำเนินงาน ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
• การนับเรื่องเข้ารับดำเนินงาน นับเรื่องเข้ารอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 รอบที่ 2 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 กรกฎาคม 2569
• การนับระยะเวลาแล้วเสร็จตามวันที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือวันที่กำหนดให้ส่งความเห็นให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
• นับเรื่องเสร็จ รอบที่ 1 (1 ตุลาคม 2568 - 31 มีนาคม 2569) และรอบที่ 2 (1 ตุลาคม 2568 - 30 กันยายน 2569)
วิธีการเก็บข้อมูล : ระบบโปรแกรมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS Cloud Office) และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
แหล่งที่มาของข้อมูล : ระบบโปรแกรมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS Cloud Office) และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์


| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| ร้อยละความสำเร็จของการให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี (ตอบ สลค.) | 0.00 (ร้อยละ) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
คำอธิบาย :
1. การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลกฎหมาย หมายถึง การปรับปรุงรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลกฎหมายและรูปแบบการใช้งานข้อมูลกฎหมายให้มีความทันสมัย เข้าถึงได้สะดวก ไม่สลับซับซ้อน และสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างครบถ้วนและรอบด้าน โดยกฎหมายทั้งหมดจะต้องทำการถ่ายโอนจากระบบฐานข้อมูลกฎหมายเดิมเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกฎหมายใหม่ มีการจัดเก็บข้อมูลกฎหมายตามไทม์ไลน์ (timeline) และจัดเก็บเป็นรายมาตรา เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกฎหมายแม่บทเข้ากับกฎหมายลำดับรอง คำแปลกฎหมาย ความเห็นคณะกรรมการต่าง ๆ ของสำนักงานฯ คำพิพากษาของศาล ตลอดจนเอกสารประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายหรือผลการรับฟังความคิดเห็น โดยจัดทำการเชื่อมโยงในลักษณะของอรรถาธิบายรายมาตรา ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลกฎหมายได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลกฎหมายกับระบบกลางซึ่งเป็นฐานข้อมูลกฎหมายของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ โดยฐานข้อมูลกฎหมายเผยแพร่บนเว็บไซต์ www.ocs.go.th
2. การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลกฎหมายเป็นการปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูลกฎหมายลำดับรอง (พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวง) ที่มีจำนวนที่ต้องตรวจสอบ ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน (update) และถ่ายโอนข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกฎหมาย จำนวนประมาณ 14,000 ฉบับ
ขอบเขตการประเมิน :
• การวัดความสำเร็จของการดำเนินงาน ให้นับจำนวนข้อมูลกฎหมายลำดับรอง (พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวง) ฉบับหลักที่มีการปรับปรุงบนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
• ผลการดำเนินงานแล้วเสร็จ รอบที่ 1 (1 ตุลาคม 2568 - 31 มีนาคม 2569) และรอบที่ 2 (1 ตุลาคม 2568 - 30 กันยายน 2569)
วิธีการเก็บข้อมูล : การจัดเก็บข้อมูลจากแบบรายงานประจำเดือน และเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
แหล่งที่มาของข้อมูล : เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

| ประเด็นการประเมิน | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|
| จำนวนข้อมูลกฎหมายที่มีการปรับปรุงบนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา | 0 (ฉบับ) |
รายละเอียดตัวชี้วัด
• PMQA 4.0 คือ เครื่องมือการประเมินระบบการบริหารของส่วนราชการในเชิงบูรณาการ เพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของส่วนราชการกับเป้าหมาย และทิศทางการพัฒนาของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อประเมินความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน
• พิจารณาจากความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจาก ผลการประเมินสถานการณ์เป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) จาก สำนักงาน ก.พ.ร.
• พิจารณาจากผลการประเมินสถานะการเป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมทั้ง 7 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 การนำองค์การหมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ หมวด 3 การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ หมวด 5 การมุ่งเน้นบุคลากร หมวด 6 การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ และหมวด 7 ผลลัพธ์การดำเนินการ
• ประเมินรอบ 12 เดือน มีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้
เป้าหมายขั้นต้น: 300 คะแนน
เป้าหมายมาตรฐาน: 400 คะแนน
เป้าหมายขั้นสูง: 470 คะแนน
รายละเอียดตัวชี้วัด
ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย
- กลุ่มที่ 2: หน่วยงานที่ได้ Pillar ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นจำนวน 1-5 Pillar
•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด
•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices
•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/
•กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2569 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน
รายละเอียดตัวชี้วัด
•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด
•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices
•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/
กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2568 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน
รายละเอียดตัวชี้วัด
•การประเมินความพึงพอใจใช้ข้อมูลจากผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ในแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment: EIT) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก จะมีการจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผู้รับบริการหรือติดต่อราชการเข้าตอบด้วยตนเอง (EIT Public) และ ส่วนที่ 2 สำนักงาน ป.ป.ช. จัดเก็บข้อมูล (EIT Survey)
•วิธีการรวบรวมข้อมูลแบบวัด EIT Survey เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนที่ 2 โดยสำนักงาน ป.ป.ช. จะเป็นผู้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คัดเลือก และจัดเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้
ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนที่ 2 จำนวนร้อยละ 20 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่างของส่วนที่ 1 แต่จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน หรือตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
•ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก หมายถึง บุคคล นิติบุคคล บริษัทเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่เคยมารับบริการหรือมาติดต่อตามภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงพนักงานจ้างเหมาบริการ ในรอบปีงบประมาณ
พ.ศ. 2569 นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางใดทางหนึ่งหรือได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบาย การปฏิบัติหน้าที่หรือการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงาน
•วิธีการวัด ใช้ผลคะแนน EIT Survey ของสำนักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น