รายงานผลการประเมิน

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

/ สำนักนายกรัฐมนตรี
น้ำหนัก
100
คะแนนการประเมิน
สรุปผลการประเมิน
-

รายละเอียดตัวชี้วัด

เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “ร้อยละประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานด้านการจัดการความมั่นคง” ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ถ่ายทอดจากแผนแม่บทฯ ประเด็นที่ 1 ความมั่นคง แผนแม่บทย่อย การพัฒนากลไกบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม เป้าหมาย 010501 กลไกการบริหารความมั่นคงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

คำอธิบาย :

แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง แผนย่อยการพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม (แผนย่อย 5) เป้าหมายกลไกการบริหารจัดการความมั่นคงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กำหนดให้  “ประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานด้านการจัดการความมั่นคง” เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของเป้าหมาย ทั้งนี้ ได้ขับเคลื่อนไปในคราวเดียวกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566  – 2570) ในฐานะแผนระดับที่ 2 ผ่านแผนบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (พ.ศ. 2566 – 2570) โดยมี สมช. เป็นหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนในระดับแผนย่อยและเป้าหมาย โดยตัวชี้วัดดังกล่าวมีความสำคัญที่สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินการด้านการจัดการในประเด็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการป้องกัน แจ้งเตือนแก้ไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วย 3 แนวทางการดำเนินการ ได้แก่

1) แนวทางและกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง

2) ระบบบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม และ

3) ระบบการบริหารจัดการข้อมูลด้านความมั่นคง

กลไกการบริหารจัดการ ได้แก่ กลไกระดับนโยบายและกลไกระดับอำนวยการ โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีบทบาทรับผิดชอบขับเคลื่อนกลไกระดับนโยบายในการกำกับและติดตามการดำเนินงานในภาพรวมของนโยบายผ่านกลไกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) และคณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับ
มอบหมายเป็นประธาน) และกลไกระดับอำนวยการ ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคง และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ :  คณะที่ 5 คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนย่อยด้านการพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม (เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธาน)

 

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ช่วงเวลารายงานผล : ทุกปี

แหล่งอ้างอิง :  ข้อมูลจาก เอกสารประกอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ที่มา http://nscr.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2023/03/ns_document_090366.pdf และรายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2566 ที่มา http://nscr.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2024/03/NS01_150367.pdf

 

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
มีการรายงานข้อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสนอคณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ไม่ผ่าน
ผลการชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (แผนแม่บทฯ และนโยบายและแผนฯ) หน่วยงานภายใน สมช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสนอ ลมช. เพื่อทราบ ไม่ผ่าน
มีการรายงานความสำเร็จของแผนการดำเนินงานรอบ 6 เดือนรองรับตัวชี้วัดในแผนย่อยด้านการพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวมที่ สมช. รับผิดชอบ (3 ตัวชี้วัด) ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

- เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “สถิติเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียจากสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลง” ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

- ถ่ายทอดจากแผนแม่บทฯ ประเด็นที่ 1 ความมั่นคง แผนแม่บทย่อย การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เป้าหมาย 010202 ภาคใต้มีความร่มเย็นสงบสุข

 

คำอธิบาย : 

นิยาม ตัวชี้วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบ “ดัชนีความสงบสุขภาคใต้” ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง และเป็นตัวชี้วัดตามนโยบายและแผนระดับชาติ
ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 5 “การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป้าหมายที่ 1 “จังหวัดชายแดนภาคใต้
มีการก่อเหตุและการสูญเสียลดลง” ทั้งนี้ ตัวชี้วัดดังกล่าววัดผลเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัด (จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย)

เหตุการณ์รุนแรง หมายถึง เหตุการณ์การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. ที่เกิดจากการกระทำโดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ด้วยวิธีการยิง ระเบิด และก่อความไม่สงบอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดจาก
การเสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สิน ของประชาชนในพื้นที่หรือของรัฐเสียหาย รวมถึงการกระทำโดยการใช้ความรุนแรงที่กระทบต่ออธิปไตยแห่งดินแดนและพื้นที่ จชต.
ทั้งนี้ เป็นไปตามผลการพิจารณาเหจุการณ์กลไกที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนด ซึ่งไม่นับรวมเหตุก่อกวน เหตุการณ์อันเกิดจากผลของการปฏิบัติงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์
ที่เป็นคดีอาญาอันไม่เป็นเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2566 – 2570)
ได้กำหนดค่าเป้าหมายจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงโดยเทียบกับปีฐานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เป็นหลัก (166 เหตุการณ์)

การสูญเสีย พิจารณาจาก ประเภทการสูญเสียที่เกิดจากเหตุการณ์การก่อความไม่สงบ ได้แก่ 1) ผู้บาดเจ็บ และ 2) จำนวนผู้เสียชีวิต

การรวบรวมข้อมูล จากฐานข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (SMIC)

เป้าหมาย ปี 2569 : 34 จาก 34 คะแนน (ผลการดำเนินงานที่ดีที่สุด 3 ปีย้อนหลัง) เป้าหมาย ปี 2570 : ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานปี 69

รายละเอียดตัวชี้วัด

นิยาม

ตัวชี้วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบ “ดัชนีความสงบสุขภาคใต้” ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง และเป็นตัวชี้วัดตามนโยบายและแผนระดับชาติ
ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 5 “การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป้าหมายที่ 1 “จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการก่อเหตุและการสูญเสียลดลง” ทั้งนี้ ตัวชี้วัดดังกล่าววัดผลเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัด (จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย)

เหตุการณ์รุนแรง หมายถึง เหตุการณ์การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. ที่เกิดจากการกระทำโดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ด้วยวิธีการยิง ระเบิด และก่อความไม่สงบอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดจาก
การเสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สิน ของประชาชนในพื้นที่หรือของรัฐเสียหาย รวมถึงการกระทำโดยการใช้ความรุนแรงที่กระทบต่ออธิปไตยแห่งดินแดนและพื้นที่ จชต. ทั้งนี้ เป็นไปตามผลการพิจารณาเหจุการณ์กลไกที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนด ซึ่งไม่นับรวมเหตุก่อกวน เหตุการณ์อันเกิดจากผลของการปฏิบัติงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์ที่เป็นคดีอาญาอันไม่เป็นเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2566 – 2570) ได้กำหนดค่าเป้าหมายจำนวนเหตุการณ์
ความรุนแรงโดยเทียบกับปีฐานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เป็นหลัก (166 เหตุการณ์)

การสูญเสีย พิจารณาจาก ประเภทการสูญเสียที่เกิดจากเหตุการณ์การก่อความไม่สงบ ได้แก่ 1) ผู้บาดเจ็บ และ 2) จำนวนผู้เสียชีวิต

การรวบรวมข้อมูล จากฐานข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (SMIC)

เป้าหมาย ปี 2569 : 34 จาก 34 คะแนน (ผลการดำเนินงานที่ดีที่สุด 3 ปีย้อนหลัง) เป้าหมาย ปี 2570 : ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานปี 69

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรง 0.00 (เหตุการณ์)

รายละเอียดตัวชี้วัด

นิยาม

ตัวชี้วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบ “ดัชนีความสงบสุขภาคใต้” ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง และเป็นตัวชี้วัดตามนโยบายและแผนระดับชาติ
ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 5 “การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป้าหมายที่ 1 “จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการก่อเหตุและการสูญเสียลดลง” ทั้งนี้ ตัวชี้วัดดังกล่าววัดผลเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัด (จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย)

เหตุการณ์รุนแรง หมายถึง เหตุการณ์การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. ที่เกิดจากการกระทำโดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ด้วยวิธีการยิง ระเบิด และก่อความไม่สงบอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดจาก
การเสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สิน ของประชาชนในพื้นที่หรือของรัฐเสียหาย รวมถึงการกระทำโดยการใช้ความรุนแรงที่กระทบต่ออธิปไตยแห่งดินแดนและพื้นที่ จชต. ทั้งนี้ เป็นไปตามผลการพิจารณาเหจุการณ์กลไกที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนด ซึ่งไม่นับรวมเหตุก่อกวน เหตุการณ์อันเกิดจากผลของการปฏิบัติงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์ที่เป็นคดีอาญาอันไม่เป็นเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2566 – 2570) ได้กำหนดค่าเป้าหมายจำนวนเหตุการณ์
ความรุนแรงโดยเทียบกับปีฐานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เป็นหลัก (166 เหตุการณ์)

การสูญเสีย พิจารณาจาก ประเภทการสูญเสียที่เกิดจากเหตุการณ์การก่อความไม่สงบ ได้แก่ 1) ผู้บาดเจ็บ และ 2) จำนวนผู้เสียชีวิต

การรวบรวมข้อมูล จากฐานข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (SMIC)

เป้าหมาย ปี 2569 : 34 จาก 34 คะแนน (ผลการดำเนินงานที่ดีที่สุด 3 ปีย้อนหลัง) เป้าหมาย ปี 2570 : ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานปี 69

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
จำนวนผู้เสียชีวิต 0.00 (คน)

รายละเอียดตัวชี้วัด

นิยาม

ตัวชี้วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบ “ดัชนีความสงบสุขภาคใต้” ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง และเป็นตัวชี้วัดตามนโยบายและแผนระดับชาติ
ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 5 “การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป้าหมายที่ 1 “จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการก่อเหตุและการสูญเสียลดลง” ทั้งนี้ ตัวชี้วัดดังกล่าววัดผลเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัด (จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย)

เหตุการณ์รุนแรง หมายถึง เหตุการณ์การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. ที่เกิดจากการกระทำโดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ด้วยวิธีการยิง ระเบิด และก่อความไม่สงบอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดจาก
การเสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สิน ของประชาชนในพื้นที่หรือของรัฐเสียหาย รวมถึงการกระทำโดยการใช้ความรุนแรงที่กระทบต่ออธิปไตยแห่งดินแดนและพื้นที่ จชต. ทั้งนี้ เป็นไปตามผลการพิจารณาเหจุการณ์กลไกที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนด ซึ่งไม่นับรวมเหตุก่อกวน เหตุการณ์อันเกิดจากผลของการปฏิบัติงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์ที่เป็นคดีอาญาอันไม่เป็นเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ. 2566 – 2570) ได้กำหนดค่าเป้าหมายจำนวนเหตุการณ์
ความรุนแรงโดยเทียบกับปีฐานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เป็นหลัก (166 เหตุการณ์)

การสูญเสีย พิจารณาจาก ประเภทการสูญเสียที่เกิดจากเหตุการณ์การก่อความไม่สงบ ได้แก่ 1) ผู้บาดเจ็บ และ 2) จำนวนผู้เสียชีวิต

การรวบรวมข้อมูล จากฐานข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (SMIC)

เป้าหมาย ปี 2569 : 34 จาก 34 คะแนน (ผลการดำเนินงานที่ดีที่สุด 3 ปีย้อนหลัง) เป้าหมาย ปี 2570 : ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานปี 69

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
จำนวนผู้บาดเจ็บ 0.00 (คน)

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย :

                 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) เป็นแผนระดับที่ 2 ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติจัดทำขึ้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงที่มีผลกระทบรุนแรงและความเสี่ยงสูง ในห้วง 5 ปี จึงเป็นกรอบทิศทางในการป้องกัน แจ้งเตือน แก้ไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วย 17 นโยบายและแผนความมั่นคง แบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ หมวดประเด็นความมั่นคง 13 นโยบาย อาทิ 1) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ 2) การปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ และการพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ 3) การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติพื้นที่ชายแดน 4) การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และ หมวดประเด็นศักยภาพความมั่นคง 4 นโยบาย ได้แก่ 1) การพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมแห่งชาติและการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ระดับชาติ 2) การพัฒนาระบบข่าวกรองแห่งชาติ 3) การบูรณาการข้อมูลด้านความมั่นคง และ 4) การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่

                กลไกการบริหารจัดการ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลไกระดับนโยบาย กลไกขับเคลื่อนระดับส่วนกลาง และกลไกขับเคลื่อนระดับพื้นที่ โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับผิดชอบขับเคลื่อนกลไกระดับนโยบายในการกำกับและติดตามการดำเนินงานในภาพรวมของนโยบาย ผ่านกลไกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) และคณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน) และคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคง และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ : คณะที่ 5 คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนย่อยด้านการพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม (เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธาน)

               หลักการขับเคลื่อนติดตามและประเมินผล 1) ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) และ 2) กลไกบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง โดย สมช. ในฐานะหน่วยงาน
รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนและกำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ ประเด็นความมั่นคง และนโยบายและแผนระดับชาติฯ ทั้งนี้ สมช. มีบทบาทในการเป็นเจ้าภาพบูรณาการขับเคลื่อน 3 นโยบายและแผนความมั่นคง ได้แก่ นโยบายและแผนฯที่ 5 การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายและแผนฯ ที่ 11 การป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย และ นโยบายและแผนฯที่ 14 การพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมแห่งชาติฯ โดยทั้ง 3 ประเด็น ประกอบด้วย 16 ตัวชี้วัด (นยบ.ที่ 5 5 ตัวชี้วัด/นยบ.ที่ 11 10 ตัวชี้วัด/นยบ.ที่ 14 2 ตัวชี้วัด) อย่างไรก็ดี มีตัวชี้วัดของนโยบายและแผนฯจำนวน 1 ตัว ได้แก่ สถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค (Gross Regional Product: GRP) ภายใต้ นยบ.ที่ 5 ที่ไม่สามารถวัดผลได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดเก็บของ สศช.  

              จำนวนตัวชี้วัดในนโยบายและแผนความมั่นคงที่ สมช. รับผิดชอบบรรลุเป้าหมายที่กำหนด  เป็นการวัดผลตามจำนวนตัวชี้วัดของนโยบายและแผนความมั่นคงที่ สมช. รับผิดชอบบรรลุเป้าหมายขั้นสูง จำนวนทั้งสิ้น 12 ตัวชี้วัด จากทั้งหมด 17 ตัวชี้วัด ทั้งนี้ ไม่วัดผล นยบ.ที่ 5 การป้องกันและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ตัวชี้วัดย่อยลำดับที่ 1 – 5) เนื่องจากมีการประเมินผลตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของ สมช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 ปรากฎในตัวชี้วัด “สถิติเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียจากสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลง” ค่าเป้าหมายระยะ 5 ปี แบ่งออกเป็น ปี 2566 (ร้อยละ 50) ปี 2567 (ร้อยละ 60) ปี 2568 (ร้อยละ 70) ปี 2569 (ร้อยละ 80) ปี 2570 (ร้อยละ 90) 

 เงื่อนไข : 12 ตัวชี้วัดต้องมีการรายงานผล  

 

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ช่วงเวลารายงานผล : ทุกปี

แหล่งอ้างอิง :  ข้อมูลจาก เอกสารประกอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ที่มา http://nscr.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2023/03/ns_document_090366.pdf และ
  รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2566 ที่มา http://nscr.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2024/03/NS01_150367.pdf

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
มีการรายงานข้อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสนอคณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ไม่ผ่าน
ผลการชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (แผนแม่บทฯ และนโยบายและแผนฯ) หน่วยงานภายใน สมช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสนอ ลมช. เพื่อทราบ ไม่ผ่าน
มีแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม และผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานในเบื้องต้น รองรับข้อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย :   

  •  นโยบายรัฐบาลในปัจจุบันและห้วงที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ โดย สมช. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการตามนโยบายและข้อสั่งการของรัฐบาล นับตั้งแต่การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ โควิด-19 จนถึงการแก้ไขสถานการณ์ชายแดนด้านความมั่นคง และปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งมีการดำเนินการผ่านกลไกเชิงนโยบายและกลไกการบริหารสถานการณ์ โดยเป็นการดำเนินการตามมาตรา 7 (4) (5) และมาตรา 21 (8) ของพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 และถือเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนที่ สมช. ให้น้ำหนักการดำเนินการเป็นหลักในปัจจุบัน
  • ขอบเขตการวัด การเสนอแนะแนวทาง/มาตรการในป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเสนอนายกรัฐมนตรี/ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่ง ครอบคลุมแนวทาง/มาตรการ (กลไก/SOP/แนวปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านความมั่นคงที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาล
  • ตัวอย่างการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล (ภารกิจพิเศษ) ในห้วงที่ผ่านมา อาทิ ในปี 2568  

            - การเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาแก๊งค์คอลเซนเตอร์                     

           - การประเมินและทบทวนมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติด้านเมียนมา

             -การเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ในเมียนมา                                      

           - การเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

           - การเป็นฝ่ายเลขานุการของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
มี แนวทาง/มาตรการ ในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติตามนโยบายรัฐบาล เสนอนายกรัฐมนตรี/ ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวนอย่างน้อย 1 เรื่อง ไม่ผ่าน
มี แนวทาง/มาตรการ ในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติตามนโยบายรัฐบาล เสนอนายกรัฐมนตรี/ ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวนอย่างน้อย 2 เรื่อง ไม่ผ่าน
มี แนวทาง/มาตรการ ในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติตามนโยบายรัฐบาล เสนอนายกรัฐมนตรี/ ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวนอย่างน้อย 3 เรื่อง ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย: 

- เป็นตัวชี้วัดการดำเนินการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของระบบการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) ของ สมช.
ซึ่งมีเป้าหมายให้ประเทศมีการประเมินและแจ้งเตือน สถานการณ์และความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ทันต่อความผันผวนขอสถานการณ์

  • ขอบเขตการวัด: จำนวนรายงานการประเมินด้านการข่าว และการมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เสนอ นายกรัฐมนตรี/ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
  • เป้าหมาย: ปี 2569 : จำนวนอย่างน้อย 12 ฉบับ ต่อปี
  • เป้าหมาย ปี 2570 :  จำนวนอย่างน้อย 12 ฉบับ ต่อปี

 

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : กองประเมินภัยคุกคาม สมช.

ช่วงเวลารายงานผล : ทุกปีงบประมาณ

แหล่งอ้างอิง :  ข้อมูลจาก เอกสารประกอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ที่มา https://www.nesdc.go.th/download/document/NSCR/Masterplan2566-2580.pdf  และ
  รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2567 ที่มา https://www.nesdc.go.th/download/document/NSCR/NS67_Book.pdf

 

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
มี รายงานการประเมินด้านการข่าว พร้อมทั้ง มี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เสนอ นายกรัฐมนตรี/ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวนอย่างน้อย 5 ฉบับ ไม่ผ่าน
มีรายงานการประเมินด้านการข่าว พร้อมทั้ง มี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เสนอ นายกรัฐมนตรี/ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวนอย่างน้อย 6 ฉบับ ไม่ผ่าน
มีรายงานการประเมินด้านการข่าว พร้อมทั้ง มี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เสนอ นายกรัฐมนตรี/ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวนอย่างน้อย 7 ฉบับ ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย: 

  • เป็นตัวชี้วัดต่อเนื่องจากตัวชี้วัด Function ของ สมช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 คือ ตัวชี้วัด “ระดับความสำเร็จในการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ พ.ศ. ..” ทั้งนี้ ต่อมามีการปรับชื่อเป็น “แผนปฏิบัติการด้านการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ พ.ศ. 2568 - 2570
  • ที่มาของการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (พ.ศ. 2568 - 2570) 1) มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 เห็นชอบคำมั่นโดยสมัครใจของไทยในการประชุมเวทีผู้ลี้ภัยโลก (Global Refugee Forum: GRF) ครั้งที่ 2 โดยให้ สมช. จัดทำร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย และ 2) มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 อนุมัติ เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่ สมช. เสนอ
  • (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 มีสถานะเป็นแผนระดับที่ 3 หากสภาความมั่นคงแห่งชาติมีมติเห็นชอบแล้ว สมช. จะลงข้อมูลในระบบ eMENSCR เพื่อให้มีผลบังคับใช้ โดยระบุการติดตามและประเมินผล ประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดย่อย ดังนี้

             1) ร้อยละความสำเร็จของการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567ฯ ทั้งนี้ สถานะ ณ วันที่ 8 ก.ค. 67 มีกลุ่มเป้าหมายตามมติ ครม. 29 ต.ค. 67  มีจำนวน 483,626 คน ประกอบด้วย 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1) กลุ่มอพยพเข้าไทยมาเป็นเวลานานที่ทำการสำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2527 – 2542 (เลขประจำตัวประเภท 6) 2) กลุ่มอพยพเข้าไทยมาเป็นเวลานานที่ทำการสำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2548 – 2554 (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 89)  3) กลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรของชนกลุ่มน้อย(เลขประจำตัวประเภท 7) และ 4) กลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 00) ทั้งนี้ จำนวนนำมาจากฐานข้อมูลของกรมการปกครอง และการวัดผลของค่าเป้าหมายให้รวมถึงกรณีผู้มายื่นคำขออาจไม่มีตัวตน เสียชีวิต สูญหาย กลับประเทศต้นทาง  หรือไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ฯ ซึ่งจะดำเนินการด้วยการจำหน่ายรายการ

           2) ระดับความสำเร็จของจัดการการดำเนินการพัฒนาสถานะของกลุ่มที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ยังไม่รองรับ

  • การพัฒนาสถานะตามหลักเกณฑ์ฯ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1) การได้รับ “ใบสำคัญถิ่นที่อยู่” (บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน) 2) การได้รับ “สัญชาติไทย” (กลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร)
  • ผู้มีคุณสมบัติ หมายถึง กลุ่มเป้าหมายตาม มติ ครม. วันที่ 29 ต.ค. 67 โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

           1) ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอาศัยอยู่มานาน (มีผลใช้บังคับวันที่ 29 มิ.ย. 68)

           2) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และการสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและไม่ได้รับสัญชาติไทย โดยมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป (มีผลใช้บังคับวันที่ 30 มิ.ย. 68)

  • ที่มาของการกำหนดระยะเวลา 1 ปี ของ มติ ครม. 29 ต.ค. 67 เนื่องจากหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการให้สัญชาติและสถานะของบุคคลฯ นี้ เปิดให้ผู้ยื่นคำขอสามารถยืนยันคุณสมบัติของตนเองเพื่อให้ได้รับสิทธิที่พึงได้ก่อนให้มีการตรวจสอบพฤติการณ์ในภายหลัง จึงอาจกลายเป็นปัจจัยดึงดูดให้มีการแสวงประโยชน์จากการงดเว้นดังกล่าว การกำหนดกรอบระยะเวลาจึงเป็นมาตรการลดผลกระทบ
    ด้านความมั่นคง โดยให้เร่งรัดการดำเนินการและให้กระทรวงมหาดไทยส่งผลการดำเนินการให้สำนักงานฯ ทราบ เพื่อประมวลผลและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทราบ และอาจพิจารณาการดำเนินการ
    ในระยะต่อไป
  • ขอบเขตการวัด : 

            ปี 2569 รอบ 6 และ 12 เดือน  มี 2 ขอบเขต ได้แก่ 1) บุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 67 ได้รับการสำรวจ คัดกรอง และ ดำเนินการพัฒนาสถานะตามหลักเกณฑ์ฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนจำนวนผู้มีคุณสมบัติทั้งหมด และ 2) มีการรายงานผลการขับเคลื่อนการดำเนินการพัฒนาสถานะของกลุ่มที่ มติ ครม. 29 ต.ค. 67  ยังไม่รองรับ ต่อคณะกรรมการบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมือง

           ปี 2570 มี 1 ขอบเขต คือ มีการรายงานผลการขับเคลื่อนการดำเนินการพัฒนาสถานะของกลุ่มที่ มติ ครม. 29 ต.ค. 67 ยังไม่รองรับต่อคณะกรรมการบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมือง ทั้งนี้ เหตุผลที่ปี 2570 เหลือจำนวน 1 ขอบเขต เนื่องจากมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการที่ มติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 67 จะได้รับการขยายระยะเวลาหรือไม่

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
มี การประชุมหารือเพื่อวางแผนในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเพื่อการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ไม่ผ่าน
มีการติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเพื่อการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ พ.ศ. 2568 - 2570 รอบ 6 เดือน เสนอ คณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลในกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ติดตามแรงงาน (มีรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน ไม่ผ่าน
สรุปผลการติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านเพื่อการแก้ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ พ.ศ. 2568 - 2570 รอบ 6 เดือน เสนอ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย: 

คำอธิบาย :

  • ตัวชี้วัดนี้มุ่งประเมินความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาและปรับปรุงกลไก มาตรการ กฎหมาย ระเบียบ และวิธีปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภายใต้แผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. ๒๕๖๖–๒๕๗๐ โดยเน้นการแก้ไขปัญหา อุปสรรค หรือข้อขัดข้องเชิงนโยบายที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในทางปฏิบัติ

ขอบเขตการวัด:

1) การประเมินและวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค หรือข้อขัดข้องเชิงนโยบายในการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภายใต้แผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐

2) การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและปรับปรุงกลไก/มาตรการ กฎหมาย ระเบียบและวิธีปฺฏิบัติในการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภายใต้แผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐

3) การเสนอข้อเสนอตามข้อ 2) ต่อกลไกระดับนโยบายในการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

 

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ช่วงเวลารายงานผล : ตั้งแต่ ต.ค. เป็นต้นไป

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
มีผลการประชุมภายใน สมช. เกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาเชิงนโยบาย รวมถึงกฎหมาย ระเบียบและวิธีปฏิบัติ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล เสนอต่อ รอง ลมช. ไม่ผ่าน
มีการประชุม/หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาประเด็นที่มีความสำคัญ และจำเป็นต้องพัฒนาหรือปรับปรุง จำนวนอย่างน้อย 1 ประเด็น ไม่ผ่าน
มีการจัดทำ “กรอบแนวทาง” สำหรับปรับปรุงมาตรการ/กฎหมาย/ระเบียบ เสนอ ลมช. เพื่อพิจารณาเห็นชอบกรอบ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการ ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

PMQA 4.0 คือ เครื่องมือการประเมินระบบการบริหารของส่วนราชการในเชิงบูรณาการ เพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของส่วนราชการกับเป้าหมาย และทิศทางการพัฒนาของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อประเมินความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน

• พิจารณาจากความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจาก ผลการประเมินสถานการณ์เป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) จาก สำนักงาน ก.พ.ร.

• พิจารณาจากผลการประเมินสถานะการเป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมทั้ง 7 หมวด ประกอบด้วย  หมวด 1 การนำองค์การหมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ หมวด 3 การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ หมวด 5 การมุ่งเน้นบุคลากร หมวด 6 การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ และหมวด 7 ผลลัพธ์การดำเนินการ

ประเมินรอบ 12 เดือน  มีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้
    เป้าหมายขั้นต้น: 300 คะแนน
    เป้าหมายมาตรฐาน: 400 คะแนน
    เป้าหมายขั้นสูง: 470 คะแนน

รายละเอียดตัวชี้วัด

ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย
- กลุ่มที่ 2: หน่วยงานที่ได้ Pillar ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นจำนวน 1-5 Pillar

•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด

•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices

•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/

•กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2569 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด

•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices

•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/

กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2568 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•การประเมินความพึงพอใจใช้ข้อมูลจากผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ในแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment: EIT) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก จะมีการจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผู้รับบริการหรือติดต่อราชการเข้าตอบด้วยตนเอง (EIT Public) และ ส่วนที่ 2 สำนักงาน ป.ป.ช. จัดเก็บข้อมูล (EIT Survey)

•วิธีการรวบรวมข้อมูลแบบวัด EIT Survey เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนที่ 2  โดยสำนักงาน ป.ป.ช. จะเป็นผู้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คัดเลือก และจัดเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้
ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนที่ 2 จำนวนร้อยละ 20 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่างของส่วนที่ 1 แต่จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน หรือตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด

•ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก หมายถึง บุคคล นิติบุคคล บริษัทเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่เคยมารับบริการหรือมาติดต่อตามภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงพนักงานจ้างเหมาบริการ ในรอบปีงบประมาณ
พ.ศ. 2569 นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางใดทางหนึ่งหรือได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบาย การปฏิบัติหน้าที่หรือการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงาน

•วิธีการวัด ใช้ผลคะแนน EIT Survey ของสำนักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น