รายงานผลการประเมิน

สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

/ สำนักนายกรัฐมนตรี
น้ำหนัก
90
คะแนนการประเมิน
สรุปผลการประเมิน
-

รายละเอียดตัวชี้วัด

- เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “คะแนนประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง ” ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

- ถ่ายทอดจากแผนแม่บทฯ ประเด็นที่ 1 ความมั่นคง แผนแม่บทย่อย การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ เป้าหมาย 010301 
หน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

คำอธิบาย :

องค์ประกอบการวัดของตัวชี้วัดประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง ได้แก่

(1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการข่าว อาทิ พัฒนาองค์ความรู้ด้านการข่าวและความมั่นคง

(2) การรวบรวม แลกเปลี่ยน แจ้งเตือนข้อมูลข่าวสาร อาทิ พัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์กลุ่มหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ

(3) การบริหารจัดการด้านการข่าว อาทิ กลไกการบูรณาการภายในประเทศ และกลไกการประสานความร่วมมือ รวมถึงเครือข่ายทุกภาคส่วน

(4) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง อาทิ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการการประสานงาน การสื่อสารระหว่างประชาคมข่าวกรอง

  • หลักเกณฑ์การคำนวณคะแนนประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง

การประเมินคะแนนประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรองประเมินจากผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อ้างอิงจากแผนบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ
ด้านความมั่นคง พ.ศ. 2566 – 2570 ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบงานข่าวกรองแบบบูรณาการ (พ.ศ. 2566 – 2570) ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ซึ่งมีองค์ประกอบการชี้วัดความสำเร็จ 4 องค์ประกอบ มีค่าน้ำหนักแต่ละองค์ประกอบ ร้อยละ 25 รวมเป็นร้อยละ 100

    (1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการข่าว (ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 25) โดยวัดปัจจัยความสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการข่าวในประชาคมข่าวกรองเพื่อรองรับภารกิจ ด้านการข่าวและ
ความมั่นคง

  (2) การรวบรวม แลกเปลี่ยน แจ้งเตือนข้อมูลข่าวสาร (ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 25) โดยวัดปัจจัยความสำเร็จจากการบูรณาการประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวัง รับมือ และแก้ไขภัยคุกคาม
ทางไซเบอร์, ความสำเร็จของการดำเนินงานเพื่อประมาณการสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) และการบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงด้านการข่าว

  (3) การบริหารจัดการด้านการข่าว (ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 25) โดยวัดปัจจัยความสำเร็จจากการบูรณาการข่าวกรองระดับยุทธศาสตร์ และการบูรณาการข่าวกรองระดับยุทธวิธี

  (4) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อหน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรอง (ค่าน้ำหนัก ร้อยละ 25) โดยวัดปัจจัยความสำเร็จจากการมีระบบเทคโนโลยีการบริหารจัดการ การสื่อสาร และเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการแจ้งเตือนภัยคุกคามเพื่อการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

  ทั้งนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนประเด็นแผนแม่บทฯ (จ.1) กำหนดให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพในการขับเคลื่อนเป้าหมายระดับแผนย่อยของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (จ.3) จัดทำข้อมูลตามแบบรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (แบบ N1) และจัดส่งข้อมูลให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ รอบ 6 เดือน และ รอบ 12 เดือน สำหรับรอบ 12 เดือน สภาความมั่นคงแห่งชาติจะประเมินผลการดำเนินงานและให้คะแนนตามตัวชี้วัดตามแบบ N1 ซึ่งมีองค์ประกอบ ตัวชี้วัด 4 องค์ประกอบข้างต้น และจัดส่งให้สำนักงานสภาพัฒนา
การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป

ช่วงเวลารายงานผล : ทุกปี

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ

 

 

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
ความสำเร็จของการดำเนินการตามแผนการดำเนินการ 0.00 (ร้อยละ)

รายละเอียดตัวชี้วัด

- เป็นตัวชี้วัดที่ถ่ายทอดเป็นตัวเดียวกับ Strategic KPIs “ร้อยละความเชื่อมั่นของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง” ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

คำอธิบาย :

- ดำเนินการสำรวจความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้ใช้ข่าวจำนวนทั้งสิ้น 16 ท่าน โดยแบ่งเป็น 1) ผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย จำนวน 5 ท่าน 2) หัวหน้าหน่วยงานประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 2 ท่าน โดยการสอบถามในประเด็นความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดังนี้

  1)  ความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

  2)  ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพรายงานข่าวกรอง

  3)  ความคาดหวังของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง 

- รายงานข่าวกรองตามประเด็นความมั่นคง 9 ประเด็น ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง ได้แก่ 1) ข่าวกรองด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 2) ข่าวกรองด้านความมั่นคงภายในประเทศ 3) ข่าวกรองเพื่อ
การป้องกันการบ่อนทำลายสถาบันหลัก 4) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศรอบบ้านและตามแนวชายแดน 5) ข่าวกรองเพื่อป้องกัน ลดการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 6) ข่าวกรองเพื่อกระบวนการสันติสุข และสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 7) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ
8) ข่าวกรองเพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ 9) รายงานข่าวกรองประเด็นอื่น ๆ อาทิ รายงานสรุปสถานการณ์ตามห้วงเวลา/เหตุการณ์เฉพาะเพื่อเป็นข้อมูลด้านความมั่นคง

นิยาม : รายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง หมายถึง

1) รายงานข่าวกรองด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ให้ข้อพิจารณานโยบาย มาตรการ ข้อเสนอแนะ ที่เสนอต่อผู้บริหารระดับกำหนดนโยบาย

2) ผู้บริหารระดับกำหนดนโยบายใช้ประโยชน์จากรายงานข่าวกรอง ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ข้อพิจารณา คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ โดยการสั่งการ/มอบหมาย ผู้รับผิดชอบ หน่วยรับผิดชอบดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง

โดยจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์จากรายงานข่าวกรอง ดังนี้

(1) นำไปประกอบการตัดสินใจสั่งการเชิงนโยบาย

(2) นำไปกำหนดทิศทางหรือนโยบายของรัฐบาลนำไปจัดทำแผนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(3) นำไปประกอบการตัดสินใจปฏิบัติงานในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน

(4) ใช้เป็นข้อมูลสำคัญที่มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของเหตุการณ์/สถานการณ์ความไม่สงบ

ผู้ใช้ข่าว หมายถึง ผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย 5 ท่าน หัวหน้าหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 ท่าน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1)  ผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย จำนวน 5 ท่าน ได้แก่

1.1 นายกรัฐมนตรี

1.2 รองนายกรัฐมนตรี (ด้านความมั่นคง)

1.3 รองนายกรัฐมนตรี  (ที่กำกับดูแล มท.)

1.4 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.)

1.5 เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ลมช.)

2)  หัวหน้าหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน ได้แก่

2.1 กระทรวงกลาโหม 4 ท่าน คือ เจ้ากรมข่าวทหาร เจ้ากรมข่าวทหารบก เจ้ากรมข่าวทหารเรือ เจ้ากรมข่าวทหารอากาศ

2.2 กระทรวงการต่างประเทศ (ปลัดฯ กต.)

2.3 กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.)

2.4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (เลขาธิการ กอ.รมน.)

2.5 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.)

2.6 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.)

3) หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ท่าน ได้แก่

3.1 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (เลขาธิการ สกมช.)

3.2 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการ ศอ.บต.)

 

คำอธิบาย :

รายงานข่าวกรองตามประเด็นความมั่นคง 9 ประเด็นที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง ได้แก่  

  1) ข่าวกรองด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

  2) ข่าวกรองด้านความมั่นคงภายในประเทศ

  3) ข่าวกรองเพื่อการป้องกันการบ่อนทำลายสถาบันหลัก

  4) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศรอบบ้านและตามแนวชายแดน

  5) ข่าวกรองเพื่อป้องกัน ลดการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

  6) ข่าวกรองเพื่อกระบวนการสันติสุข และสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

  7) ข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ

  8) ข่าวกรองเพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์

  9) รายงานข่าวกรองประเด็นอื่นๆ อาทิ รายงานสรุปสถานการณ์ตามห้วงเวลา/เหตุการณ์เฉพาะเพื่อเป็นข้อมูลด้านความมั่นคง

ขอบเขตการประเมินผล : ประเมินความเชื่อมั่นของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง โดยการจัดเก็บผลการตอบแบบสอบถามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ติดตามประเมินผล
รอบ 12 เดือน

วิธีการสำรวจความเชื่อมั่น : ดำเนินการสำรวจความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้ใช้ข่าว จำนวนทั้งสิ้น 16 ท่าน โดยแบ่งเป็นผู้ใช้ข่าวระดับนโยบาย จำนวน 5 ท่าน หัวหน้าหน่วยงานประชาคมข่าวกรอง จำนวน 9 ท่าน
และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จำนวน 2 ท่าน โดยการสอบถามในประเด็นความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดังนี้ 1) ความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
2) ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพรายงานข่าวกรอง และ
3) ความคาดหวังของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง และสอบถามในประเด็นรายงานข่าวกรองตามประเด็นความมั่นคง 9 ประเด็นที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคงกำหนดข้อคำถามของแต่ละประเด็นความมั่นคงอย่างน้อย 4 ข้อ ดังนี้ 1) ความถูกต้องของข่าวที่ส่งมอบ 2) ความครบถ้วนของข่าวที่ส่งมอบ 3) ความทันต่อสถานการณ์ของข่าวที่ส่งมอบ และ 4) การประสานงานร่วมกันของหน่วยงาน และกำหนดระดับความเชื่อมั่นเป็น 5 ระดับคะแนน ได้แก่ เชื่อมั่นมากที่สุด (5) เชื่อมั่นมาก (4) เชื่อมั่น
ปานกลาง (3) เชื่อมั่นน้อย (2) เชื่อมั่นน้อยที่สุด (1)

ช่วงเวลารายงานผล : ทุกปีงบประมาณ

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

เงื่อนไข : สำนักข่าวกรองแห่งชาติจะยกเว้นการประเมินผลความเชื่อมั่นฯ หัวหน้าหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติด   กรณีที่ไม่ได้มีการส่งมอบรายงานให้ผู้ใช้ข่าวทั้งสองหน่วยงาน

: มีการจัดเก็บและสรุปข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ในรายงานข่าวกรองจากผู้ใช้ข่าวระดับสูงที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินการข่าวกรองต่อไป

: การสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ใช้ข่าวต่อรายงานข่าวกรองที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง ต้องมีผู้ตอบแบบสอบถามไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 (*อย่างน้อย 12 ท่าน)

 

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
รวบรวมจำนวนรายงานข่าวกรอง ตามประเด็นความมั่นคง 9 ประเด็น (รอบ 6 เดือน) ไม่ผ่าน
สรุปข้อมูลย้อนกลับ (feedback) จากรายงานข่าวกรองจากผู้ใช้ข่าวระดับสูงที่เกี่ยวข้อง (รอบ 6 เดือน) ไม่ผ่าน
สรุปผลการตอบสนองต่อข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ร้อยละ 90 ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย : 

เป็นตัวชี้วัดที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานข่าวกรองแห่งชาติแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถติดตาม แจ้งเตือน ระงับยับยั้งและป้องกันปัญหา
และภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมืออนาคตศึกษาเป็นตัวขับเคลื่อนการจัดทำรายงานประมาณการสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) สำหรับประกอบการตัดสินใจและออกแบบนโยบายและแผนระดับชาติ กำหนดแนวทางรับมือสถานการณ์ภัยคุกคาม และยุทธศาสตร์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในปี 2570

นิยาม  :  รายงานประมาณการสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) หมายถึง รายงานข่าวกรองซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของกลไกระดับนโยบายของประเทศและหน่วยงาน  ที่เกี่ยวข้องสามารถนำรายงานข่าวกรองที่ประมาณการสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยคุกคามระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) ไปใช้ประโยชน์ในการเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบาย การตัดสินใจกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนระดับชาติ และระดับหน่วยงาน รวมทั้ง ประเด็นสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ

ขอบเขตการประเมิน :   การจัดทำรายงานประเมินทิศทางของประเทศไทยเพื่อการพัฒนางานข่าวกรองไทยในระยะยาว  (10 ปีขึ้นไป) จำนวน 1 ฉบับ

วิธีการเก็บข้อมูล :   ติดตามการดำเนินงานในการจัดทำรายงานประเมินทิศทางของประเทศไทยเพื่อการพัฒนางานข่าวกรองไทยในระยะยาว  (10 ปีขึ้นไป)

แหล่งที่มาของข้อมูล :  รายงานประเมินทิศทางของประเทศไทยเพื่อการพัฒนางานข่าวกรองไทยในระยะยาว  (10 ปีขึ้นไป)

 

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
ศึกษาสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคง และแนวโน้มด้านการพัฒนาของประเทศไทย ไม่ผ่าน
จัดประชุมประเมินสถานการณ์ภัยคุกคามระยะยาว และทิศทางของประเทศไทย ไม่ผ่าน
รายงานประเมินสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้ม (ระยะสั้นและระยะกลาง) ของประเทศไทย ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย :  

เป็นตัวชี้วัดที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 15 การพัฒนาระบบข่าวกรองแห่งชาติ
มุ่งเน้นการยกระดับระบบงานข่าวกรองแห่งชาติ ในการเฝ้าระวัง ประเมิน ตอบสนอง และแจ้งเตือนต่อสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ แบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถติดตาม แจ้งเตือน ระงับยับยั้ง และป้องกันปัญหาและภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเชื่อมโยง บูรณาการ และแจ้งเตือนข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

- การบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ หมายถึง การดำเนินการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพในประชาคมข่าวกรอง หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน
ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถของระบบงานข่าวกรอง และเชื่อมโยงข้อมูลด้านการข่าวเพื่อ นำไปสู่การแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอดจนการสั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์

- การเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าวกับหน่วยงานเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หมายถึง การพัฒนาและนำเข้าข้อมูลด้านการข่าวเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้แก่ รายงานสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber News) รายงานวิเคราะห์ประมาณการสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ฐานข้อมูลกลุ่มแฮกเกอร์ที่รัฐต่างชาติให้การสนับสนุน (state-sponsored threat actors) กลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ (cybercrimes) และกลุ่มนักเคลื่อนไหวเจาะระบบ (hacktivists) รวมทั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลมัลแวร์ (Malware Information sharing Platform : MISP) ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบข่าวกรองแห่งชาติ ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อรวบรวมเก็บไว้ในแหล่งเดียวกัน และอนุญาตให้หน่วยงานเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ได้แก่หน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาใช้งานระบบฐานข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์

หน่วยงานเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล พิจารณาหน่วยงานจากความสำคัญของหน่วยงานที่หากเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อหน่วยงานจะส่งผลกระทบหรือเกิด
ความเสียหายต่อประชาชนหรือต่อประเทศ และลักษณะหน่วยงานที่เป็นศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ โดยในห้วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2570 กำหนดไว้จำนวน 12 หน่วยงาน ได้แก่

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้านสาธารณสุข (Health CERT)

ศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ด้านพลังงาน (Energy-CERT)

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้แก่  ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์กระทรวงการคลัง (MOF-CERT)
ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์กรมศุลกากร

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ภาครัฐบาลดิจิทัล (DG-CERT) ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์กระทรวงกลาโหม (MOD-CIRT)

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ด้านโทรคมนาคม (TTC-CERT)

คณะทำงานบูรณาการข่าวกรองทางไซเบอร์ เป็นกลไกหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิจารณา เสนอแนะ แนวทางและกลไกการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการแจ้งเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะนำไปใช้ประโยชน์และขยายผลทางการข่าวเพื่อการต่อต้านข่าวกรองทางไซเบอร์และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งมีหน่วยงานที่สำคัญเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน อย่างน้อย ดังนี้  สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกระทรวงการต่างประเทศ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หน่วยบัญชาการไซเบอร์
ทหารกองบัญชาการกองทัพไทย

- ไซเบอร์ หมายความรวมถึง ข้อมูลและการสื่อสารที่เกิดจากการให้บริการหรือการประยุกต์ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต หรือโครงข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งการให้บริการโดยปกติของดาวเทียมและระบบเครือข่ายที่คล้ายคลึงกัน ที่เชื่อมต่อกันเป็นการทั่วไป

- การข่าวกรองทางไซเบอร์ หมายถึง การดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมาย กำลังความสามารถ และความเคลื่อนไหว รวมทั้งวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดทั้งภายในประเทศและ
ต่างประเทศที่อาจใช้ไซเบอร์กระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการดำเนินการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการข่าวกรองทางไซเบอร์ เพื่อไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับประเทศ

- การต่อต้านข่าวกรองทางไซเบอร์ หมายถึง การกระทำหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดๆ อาทิ หน่วยข่าวกรองหรือกลุ่มอาชญากรที่เป็นคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้าม หรือศัตรู ที่มุ่งหมายจะได้ไปซึ่งความลับของชาติหรือทำลายความมั่นคง จากการรวบรวมข้อมูลข่าวสารหรือข่าวกรอง การจารกรรม การบ่อนทำลาย การก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย หรือการอื่นใด โดยใช้ไซเบอร์
อันเป็นภัยคุกคาม เพื่อรักษาความมั่นคง หรือประโยชน์แห่งรัฐ

- ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หมายถึง การกระทำหรือการดำเนินการใด ๆ โดยมิชอบโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมไม่พึงประสงค์โดยมุ่งหมายประทุษร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงหรือที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง

- เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดจากการกระทำหรือการดำเนินการใด ๆ ที่มิชอบซึ่งกระทำการผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่อาจเกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์

- การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หมายถึง มาตรการหรือการดำเนินการที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศอันกระทบ
ต่อความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทหาร และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

- การแจ้งเตือนข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการต่อต้านข่าวกรองทางไซเบอร์ หมายถึง กระบวนการข่าวกรอง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลด้านการข่าว และนำไปใช้ต่อต้านการข่าวกรองทางไซเบอร์ และแจ้งเตือนเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อใช้ประกอบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวหลายแหล่ง ได้แก่ การปฏิบัติงานเฝ้าระวังและตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ การเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำข้อมูลมาตรวจสอบ ตรวจทาน บันทึก ประเมินค่า ตีความ ขยายผลทางการข่าว และจัดทำเป็นรายงานแจ้งเตือนข้อมูลด้านการข่าวประกอบกับคำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการในการตรวจสอบ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์  ให้แก่
ผู้ใช้ข่าวจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อไปใช้ประกอบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

วิธีการสำรวจการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ : ดำเนินการสำรวจการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์จากหน่วยงาน
เครือข่ายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างน้อยจำนวน 6 หน่วยงาน โดยในแบบสอบถามร้อยละการใช้ประโยชน์จากรายงานข่าวกรองเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กำหนดระดับ
การใช้ประโยชน์ 5 ระดับ ได้แก่ ใช้ประโยชน์มากที่สุด (5) ใช้ประโยชน์มาก (4) ใช้ประโยชน์ปานกลาง (3) ใช้ประโยชน์น้อย (2) ใช้ประโยชน์น้อยที่สุด (1)

ขอบเขตการประเมินผล : ประเมินผลสำเร็จ ดังนี้
1. จำนวนหน่วยงานในเครือข่ายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลในระบบฐานข้อมูล
2. การประเมินการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ของหน่วยงานในเครือข่ายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในการ  ใช้งานระบบฐานข้อมูลรายงาน
ข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ช่วงเวลารายงานผล : รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
- มีการสร้างเครือข่ายทางด้านการข่าว เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อย่างน้อยจำนวน 1 หน่วยงาน ไม่ผ่าน
- รวบรวมข้อมูลและนำเข้าข้อมูลด้านการข่าว เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ผ่าน
- มีการสร้างเครือข่ายทางด้านการข่าว เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างน้อยจำนวน 2 หน่วยงาน ไม่ผ่าน
- รวบรวมข้อมูลและนำเข้าข้อมูลด้านการข่าว เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ผ่าน
- มีการสร้างเครือข่ายทางด้านการข่าว เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านการข่าว เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างน้อยจำนวน 3 หน่วยงาน ไม่ผ่าน
- จัดการเผยแพร่และแนะนำการใช้งานระบบฐานข้อมูลรายงานข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย :  

ความสำเร็จของการใช้งานข่าวกรองและการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายข่าวกรองภาคประชาชนและภาคเอกชน เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนผลสำเร็จของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง
(ปี 2566 –2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคง (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 15 : การพัฒนาระบบข่าวกรองชาติ ในประเด็นของการขยายเครือข่ายเฝ้าระวัง
ตามประเด็นความมั่นคงสำคัญ/พื้นที่ความมั่นคงภายในประเทศ ด้วยการสร้างกลไกเครือข่ายข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชนรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อการพัฒนาระบบงานข่าวกรองให้มีประสิทธิภาพ สามารถติดตาม แจ้งเตือน และระงับยับยั้งปัญหาภัยคุกคามได้อย่างทันเวลาโดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สขช. มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน
รวมถึงสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายและสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ ประมาณการสถานการณ์ อีกทั้ง เป็นการเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่ายด้านการข่าวนอกภาครัฐให้มีความตระหนักรู้ นำไปสู่ การยกระดับประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและติดตามภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาจัดทำรายงานข่าวกรองนำไปใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ ตลอดจนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศในประเด็นความมั่นคงสำคัญและพื้นที่ความมั่นคงภายในประเทศ

นิยาม  :  การสร้างเครือข่ายด้านการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน หมายถึง การมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ทางการข่าวตามประเด็นความมั่นคงสำคัญ ได้แก่ 
1) ด้านความมั่นคงภายในประเทศ 2) ด้านสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทยกับประเทศรอบบ้าน 3) ด้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 4) ด้านสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ และพื้นที่ความมั่นคงภายในประเทศ ได้แก่ 1) พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก 2) พื้นที่ภาคเหนือ 3) พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4) พื้นที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน 5) พื้นที่ภาคใต้
ตอนล่าง 

- การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายด้านการข่าวภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง หมายถึง การพัฒนาเพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายด้านการข่าวภาคประชาชน
และภาคเอกชน ให้มีขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่

 

ขอบเขตการประเมิน : การประเมินผลสำเร็จของการดำเนินงานตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 “โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน”

วิธีการเก็บข้อมูล : ติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 “โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนและภาคเอกชน”

แหล่งที่มาของข้อมูล : รายงานสรุปผลการดำเนินงานตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  “โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการข่าว
ภาคประชาชนและภาคเอกชน”

อ้างอิง : นยบ.15 , โครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติฯ ปี 2569 

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติกลาง สขช.

ช่วงเวลารายงานผล : รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน

 

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
ดำเนินกิจกรรมการเสริมสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่ ศป.ข. ภาค 1-5 ตามประเด็นความมั่นคงที่สำคัญ จำนวน 4 กิจกรรม 0.00 (กิจกรรม)

รายละเอียดตัวชี้วัด

คำอธิบาย :  

เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนการบูรณาการระบบฐานข้อมูลด้านความมั่นคงในส่วนของภารกิจของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
ด้านความมั่นคง ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 16 การบูรณาการข้อมูลด้านความมั่นคง ที่มุ่งเน้น
การจัดทำและเชื่อมโยงบัญชีข้อมูลด้านความมั่นคงขนาดใหญ่เชิงดิจิทัลให้สามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายในการป้องกันและแก้ไขภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

การบูรณาการระบบงานข่าวกรองด้านความมั่นคง หมายถึง  การดำเนินการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพในประชาคมข่าวกรอง หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนพัฒนา
ขีดความสามารถของระบบงานข่าวกรอง และเชื่อมโยงข้อมูลด้านการข่าวเพื่อนำไปสู่การแจ้งเตือน การสั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์

การบูรณาการด้านการข่าวแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงกับหน่วยสมาชิก หมายถึง การสร้างช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลด้านการข่าวในการนำเข้าข้อมูลด้านความมั่นคงของแต่ละหน่วยประชาคมข่าวกรอง ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ  (พ.ศ. 2566 - 2570) เพื่อนำมารวบรวมเก็บไว้ในแหล่งเดียวกัน และอนุญาตให้หน่วยประชาคมข่าวกรองเข้าใช้งาน  ระบบฐานข้อมูล
ด้านการข่าวหน่วยงานในประชาคมข่าวกรองที่เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2568 จำนวน 22 หน่วยงาน ได้แก่

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ได้แก่ 1) ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) 2) สำนักการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สขว.กอ.รมน.) 3) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) 4)
หน่วยข่าวกรองทางทหาร (ขกท.)

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ได้แก่ 5) กรมข่าวทหาร (ขว.ทหาร) 6) กรมข่าวทหารบก (ขว.ทบ.) 7) กรมข่าวทหารอากาศ (ขว.ทอ.) 8) กรมข่าวทหารเรือ (ขว.ทร.) 9) ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทย (ศปก.มท.) 10) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (ปค.)

ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ได้แก่ 11) กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) 12) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) 13) ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย (ศตก.) และ 14) กองทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1) 

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้แก่ 15) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 16) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) 17) กระทรวงแรงงาน (รง.) 18) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 19) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ 20) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มีการเพิ่มการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประชาคมข่าวกรอง ตามระเบียบสำนักข่าวกรองแห่งชาติว่าด้วยศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อให้ครอบคลุมตามระเบียบดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่ 21) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) 22) ศูนย์ดิจิทัลเพื่อความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชาอาณาจักร (ศดม.กอ.รมน.)

การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลด้านการข่าว ของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง หมายถึง  การใช้เป็นข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการจัดทำรายงานตามภารกิจรวมถึงเป็นข้อมูลประกอบการประชุมของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรองระบบฐานข้อมูลด้านการข่าวเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการค้นหาข้อมูล ข่าวสาร ตามประเด็นความมั่นคงตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ระยะ 5 ปี
(พ.ศ. 2566 - 2570) ที่กำหนดร่วมกัน ประเด็นข่าวสารเหตุการณ์ภายในและต่างประเทศ ข้อมูลบุคคล องค์กรและอื่น ๆ

การนำเข้าข้อมูลในระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) หมายถึง การนำเข้าข้อมูลการข่าวตามหัวข้อชุดข้อมูลของประเด็นความมั่นคงตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ
(พ.ศ. 2566 -2570) จำนวน 13 ชุดข้อมูล เพื่อใช้เป็นประเด็นสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยมีการประชุมส่งเสริมการบูรณาการการใช้ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเข้าข้อมูลให้เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น

ชุดข้อมูล 13 ชุดข้อมูล หมายถึง ชุดข้อมูลประเด็นความมั่นคงตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) ดังนี้
1) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ 
2) การปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติและการพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ 3) การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติพื้นที่ชายแดน 
4) การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล  5) การป้องกันและแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  6) การบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมืองและผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ 
7) การป้องกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 
8) การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด
9) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 
10) การป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ 
11) การป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย 
12) การสร้างดุลยภาพระหว่างประเทศ 
13) การบริหารจัดการด้านภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยเป็นทั้งข้อมูลหลัก และสนับสนุนตามภารกิจ

วิธีการสำรวจการใช้ประโยชน์ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง : ดำเนินการสำรวจในรอบ 6 เดือน และ 12 เดือน จากหน่วยงาน
ในประชาคมข่าวกรองโดยการสอบถามในประเด็นการใช้ประโยชน์ กำหนดระดับการใช้ประโยชน์เป็น 5 ระดับคะแนน ได้แก่ มากที่สุด (5) มาก (4) ปานกลาง (3) น้อย (2) น้อยที่สุด (1)

ขอบเขตการประเมิน : ประเมินผลสำเร็จ ดังนี้ 1. การประเมินการใช้ประโยชน์ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ของหน่วยงานในประชาคมข่าวกรอง รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน

2. รายงานผลการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ติดตามประเมินผลรอบ 12 เดือน

วิธีการเก็บข้อมูล : การเก็บผลจากสถิติการนำเข้าข้อมูล และแบบสอบถามการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว)

ผู้รับผิดชอบการรายงานผล : สำนักงานศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติกลาง  สขช.

 

 

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
จัดประชุมส่งเสริมการบูรณาการการใช้ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) กับหน่วยงานในประชาคมข่าวกรองที่เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ผ่าน
รวบรวมจำนวนการนำข้อมูลด้านการข่าวเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ไม่ผ่าน
หน่วยงานในประชาคมข่าวกรองสามารถใช้ประโยชน์ในการใช้งานระบบฐานข้อมูลความมั่นคง (ด้านการข่าว) ร้อยละ 65 ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

PMQA 4.0 คือ เครื่องมือการประเมินระบบการบริหารของส่วนราชการในเชิงบูรณาการ เพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของส่วนราชการกับเป้าหมาย และทิศทางการพัฒนาของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อประเมินความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน

• พิจารณาจากความสามารถในการบริหารจัดการภายในหน่วยงานและความพยายามของส่วนราชการในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาจาก ผลการประเมินสถานการณ์เป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) จาก สำนักงาน ก.พ.ร.

• พิจารณาจากผลการประเมินสถานะการเป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมทั้ง 7 หมวด ประกอบด้วย  หมวด 1 การนำองค์การหมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ หมวด 3 การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ หมวด 5 การมุ่งเน้นบุคลากร หมวด 6 การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ และหมวด 7 ผลลัพธ์การดำเนินการ

ประเมินรอบ 12 เดือน  มีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้
    เป้าหมายขั้นต้น: 300 คะแนน
    เป้าหมายมาตรฐาน: 400 คะแนน
    เป้าหมายขั้นสูง: 470 คะแนน

รายละเอียดตัวชี้วัด

ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย
- กลุ่มที่ 2: หน่วยงานที่ได้ Pillar ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นจำนวน 1-5 Pillar

•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด

•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices

•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/

•กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2569 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. สำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อจัดทำตัวชี้วัด ดัชนีสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2568 สพร. ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ จำนวนรวมทั้งสิ้น 378 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 302 หน่วยงาน (ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานรูปแบบอื่น) และคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee: PCIO) จำนวน 76 จังหวัด

•ระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล แบ่งเป็น 5 ระดับ (Initial, Developing, Defined, Managed, Optimizing) จากการสำรวจ 7 มิติ ได้แก่ 1) Policies and Practices 2) Data-driven Practices 3) Digital Capability 4) Public Service 5) Smart Back Office 6) Secure and Efficient Infrastructure และ 7) Digital Technology Practices

•ผลการสำรวจดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายและแผนการขับเคลื่อนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดย สพร. เป็นผู้ประมวลผลจากการสำรวจจากหน่วยงานทั้งหมดที่ประเมินตนเองตามแบบสำรวจของ สพร. (DG Readiness Survey) แล้วประกาศผลระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลในทุกปี ผ่านเว็บไซต์ https://www.dga.or.th/policy-standard/policy-regulation/dg-readiness-survey/

กรณีใช้ประเมินส่วนราชการที่อยู่ในระบบการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดในปี 2568 จะประกอบด้วย 163 หน่วยงาน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•การประเมินความพึงพอใจใช้ข้อมูลจากผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ในแบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment: EIT) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก จะมีการจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผู้รับบริการหรือติดต่อราชการเข้าตอบด้วยตนเอง (EIT Public) และ ส่วนที่ 2 สำนักงาน ป.ป.ช. จัดเก็บข้อมูล (EIT Survey)

•วิธีการรวบรวมข้อมูลแบบวัด EIT Survey เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนที่ 2  โดยสำนักงาน ป.ป.ช. จะเป็นผู้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คัดเลือก และจัดเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้
ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนที่ 2 จำนวนร้อยละ 20 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่างของส่วนที่ 1 แต่จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน หรือตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด

•ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก หมายถึง บุคคล นิติบุคคล บริษัทเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่เคยมารับบริการหรือมาติดต่อตามภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงพนักงานจ้างเหมาบริการ ในรอบปีงบประมาณ
พ.ศ. 2569 นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางใดทางหนึ่งหรือได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบาย การปฏิบัติหน้าที่หรือการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงาน

•วิธีการวัด ใช้ผลคะแนน EIT Survey ของสำนักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น