รายงานผลการประเมิน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

/ สำนักนายกรัฐมนตรี
น้ำหนัก
100
คะแนนการประเมิน
สรุปผลการประเมิน
-

รายละเอียดตัวชี้วัด

•ในการประชุมกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์)

  ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของประเทศไทยในการดำเนินงานร่วมกับ World Economic   Forum (WEF) อย่างต่อเนื่อง

•สศช. ได้มีความร่วมมือ กับ WEF ภายใต้แผนงานThailand Closing the Innovation Gap Accelerator (Accelerator Model) ที่เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดย สศช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักของประเทศ (National Coordinator) มีช่วงระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี คือ 2563-2565

•ตัวชี้วัด สศช. พิจารณาจากร้อยละความสำเร็จในการดำเนินการจัดทำแผนงาน และขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ

•ในภาพรวมของการดำเนินงานภายใต้ Accelerator Model จะแบ่ง 4 ระยะ คือ 1) การเตรียมการ ยกร่างกรอบความร่วมมือ ทำความเข้าใจแผนงาน และจัดตั้งกลไก 2) การจัดทำ System Analysis 3) การจัดทำ Action Plan 4) การขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติและติดตามผล (Act and Sustain) สำหรับกลไกการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1) ระดับกำหนดทิศทาง หรือ Co-Chair 2) ระดับการขับเคลื่อนที่มี สศช.เป็นผู้ประสานงาน 3) ระดับปฏิบัติการดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

•สศช.ในฐานะ National Coordinator เป็นหน่วยงานหลักที่ต้องดำเนินการให้บรรลุผลตามเป้าหมายของ Accelerator Model

•โดยการดำเนินการในปี 2563 จะต้องสามารถเริ่มต้นการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก คือ

1. กิจกรรมที่ 1   ยกร่างหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานของ Accelerator Model ภายใต้ความร่วมมือกับ WEF
  โดยพิจารณาประกอบกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานอัยการสูงสุด

2. กิจกรรมที่ 2   จัดตั้งกลไกการดำเนินงานและจัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจในแผนงานร่วมกันของระดับกำหนดทิศทาง ซึ่งประกอบด้วยทีมผู้บริหารระดับสูง (Co-Chairs)
  ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วยระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (President/CEOs) จำนวน 4 คน

3. กิจกรรมที่ 3   วิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมของระบบการสนับสนุนนวัตกรรมในปัจจุบันของประเทศไทย (system analysis) และระดมความเห็นร่วมกับผู้แทน (Sherpa)   ทั้งจากภาครัฐและเอกชน

4. กิจกรรมที่ 4   ยกร่างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) และกำหนดแนวทางการขยายผล

5. กิจกรรมที่ 5   เปิดตัวโครงการฯ สร้างการรับรู้ไปสู่กลุ่มเป้าหมายภาคเอกชน และภาครัฐส่วนสนับสนุนการดำเนินการ

6. กิจกรรมที่ 6   ขยายผลแผนปฏิบัติการ (Action Plan) โดยการมีส่วนร่วมของคณะทำงาน (Working Groups) จากภาคเอกชนไปสู่การปฏิบัติ

 กิจกรรมที่ 7  กิจกรรมติดตามความก้าวหน้า และรายงานผลการดำเนินงานตาม Action Plan ในปี 2563 ต่อ รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์)

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
สามารถกิจกรรมหลัก 7 กิจกรรม ได้ ผ่าน
สามารถกิจกรรมหลัก ผ่าน
สามารถกิจกรรมหลัก ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 รับทราบมติคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งให้ความเห็นชอบกรอบแนวคิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน
3 พื้นที่ ประกอบด้วย (1) พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor : NEC - Creative LANNA) (2) พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor : NeEC - Bioeconomy) และ (3) พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) เพื่อเป็นพื้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการร่วมขับเคลื่อนการดาเนินงานให้บรรลุเป้าหมายต่อไป  ดังนั้น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ทั้ง 3 แห่งนี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการสร้างขั้วความเจริญใหม่ (Growth Pole) ของประเทศ เพื่อกระจายความเจริญและความมั่งคั่งให้กับภูมิภาค

•พื้นที่เป้าหมายพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่ง ครอบคลุม 10 จังหวัด ประกอบด้วย พื้นที่ NEC - Creative LANNA ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย  พื้นที่ NeEC – Bioeconomy ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น  และพื้นที่ SEC ได้แก่ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี

•เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนงานอย่างมีส่วนร่วมและการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเป็นการเฉพาะทั้ง 3 แห่ง เพื่อเป็นกรอบแนวทางและแผนงานโครงการในช่วงปี 2565-2570 ที่มีความชัดเจน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
- ร่างกรอบแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ - ร่างแผนปฏิบัติการเบื้องต้น ซึ่งได้จากการลงสำรวจพื้นที่/ประชุมกับส่วนราชการ และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในภูมิภาค ผ่าน
- สรุปข้อคิดเห็น/ข้อเสนอจากหน่วยงานส่วนกลางและภาคีการพัฒนาในพื้นที่ เพื่อประกอบการปรับปรุงร่างแผนปฏิบัติการฯ - ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และกลไกการบริหารพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ผ่าน
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และกลไกการบริหารพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ เข้าสู่กระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา - แผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่ง ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•การพัฒนาระบบสารสนเทศการติดตามและประเมินผลของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศที่สามารถรายงานความคืบหน้าของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้กับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรับทราบ และใช้ในการติดตาม เร่งรัด และเสนอแนะตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ ประมวล และประกอบการวางแผนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ต่อไป

•การพัฒนาระบบส่วนการนำเข้าข้อมูลที่สะดวก มีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และพัฒนาส่วนการแสดงผลที่สามารถรายงานผลสัมฤทธิ์และสื่อสารกับกลุ่มผู้ใช้งานได้โดยง่าย รวมทั้ง พัฒนาส่วนเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อประสานการติดตามและตรวจสอบให้เป็นเอกภาพ และลดภาระของหน่วยงานในการรายงานผล

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
ร้อยละ ของหน่วยงานของรัฐ สามารถรายงานผลการติดตามและประเมินผลของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศได้อย่างครบถ้วนทุกโครงการใน พ.ร.บ. งบประมาณ 2563 0.00 (ร้อยละ)
มีแผนการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น อย่างน้อย 1 ฐาน ไม่ผ่าน
มีการเริ่มเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่นอย่างน้อย 1 ฐาน ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•สศช. จะดำเนินการติดตามประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะ 3 ปีของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 เพื่อประเมินผลการพัฒนาตามแผนฯ 12 ระยะครึ่งแผนฯ  และนำไปปรับปรุงกระบวนการและแนวทางการขับเคลื่อนแผนฯ ในระยะครึ่งหลังของแผนฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย  รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ต่อไป

•ในการดำเนินการติดตามและประเมินผลการพัฒนา ระยะครึ่งแผนฯ 12 ดังกล่าว จะแตกต่างจากการติดตามผลการพัฒนาประจำปีที่ สศช. ดำเนินการทุกปี เนื่องจากจะต้องครอบคลุมประเด็นการพัฒนาในด้านต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ความลึก และเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดกรอบการติดตามและประเมินผล รวมทั้งแนวทางการวิเคราะห์อย่างชัดเจน อีกทั้งต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศตามบทบัญญัติของกฎหมายด้วย

•สศช. ให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานปฏิบัติในกระบวนการติดตามประเมินผลการพัฒนาฯ ระยะ 3 ปีของแผนฯ 12 โดยจะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ  เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค รวมทั้งร่วมหาแนวทางในการปรับปรุงการปฏิบัติงานและขับเคลื่อนแผนฯ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ตั้งไว้เมื่อสิ้นสุดแผนฯ 12 

•รายงานการติดตามประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะ 3 ปี ของแผนฯ 12 รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาในระยะที่เหลือของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12  จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับทุกภาคส่วนในการนำไปประกอบการวางแผนของหน่วยงานของตนในระยะต่อไป เช่น รัฐบาลสามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการสำคัญเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นจุดอ่อนของประเทศหรือวางแผนสำหรับการพัฒนาในอนาคต  หน่วยราชการต่างๆ สามารถนำไปใช้วางแผนปฏิบัติงานในปีต่อไป ภาคเอกชนสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพิจารณาการลงทุนในด้านต่างๆ เป็นต้น

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
ร่างรายงานการติดตามประเมินผลการพัฒนา 3 ปีของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร สศช. ผ่าน
- ร่างรายงานการติดตามประเมินผลการพัฒนา 3 ปีของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้รับความเห็นชอบจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ - รายงานการติดตามประเมินผลการพัฒนาฯ 3 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ได้รับการเผยแพร่ในการประชุมประจำปี 2563 และทางเว็บไซด์ ของ สศช. (ภายใน ก.ย. 63) ไม่ผ่าน
สรุปประเด็นการพัฒนาสำคัญที่ควรเร่งรัดดำเนินการในระยะครึ่งหลังของแผนฯ 12 และประเด็นที่ควรมีการผลักดันต่อเนื่องในระยะแผนฯ 13 และได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร สศช. ไม่ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

•สศช. มีภารกิจในการประมวลผลและติดตามสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาจะใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน (Socio-economic Surveys: SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาประมวลผลเส้นความยากจน สัดส่วนคนจน สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini coefficient) และส่วนแบ่งรายได้ของประชากรเมื่อจำแนกเป็น 10 กลุ่มตามระดับรายได้ ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สศช. ได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ได้แก่ Human Achievement Index (HAI) Multidimensional Poverty Index ระดับประเทศ (National MPI) MPI ของกลุ่มเด็ก (Child MPI) โดยจะนำดัชนีต่าง ๆ ที่ได้มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ดังกล่าว มาเป็นกรอบในการเลือกพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ ผ่านการดำเนินการร่วมกันระหว่าง กขส. กสท. และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค

•นอกจากนี้สำนักงานฯ ได้มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP : Thai People Map and Analytics Platform) โดยใช้ฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้ระบุปัญหาความยากจนในระดับบุคคล ครัวเรือน หรือรายประเด็น ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยจะใช้พื้นที่ EEC ในการศึกษา ผ่านการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง กยป. และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
กำหนดพื้นที่ในการติดตามสถานการณ์ยากจนและเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ ผ่าน
ผลการศึกษาเบื้องต้น ประกอบด้วย 1 ผลการศึกษาการติดตามสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ที่ใช้เครื่องมือ HAI MPI ในการเลือกพื้นที่ 2 ผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาความยากจนระดับครัวเรือนในพื้นที่ EEC โดยใช้ TPMAP ผ่าน
- นำเสนอผลการศึกษาต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ - เผยแพร่ผลการศึกษาบนเวปไซต์ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ และสาธารณชนนำไปใช้ประโยชน์ ผ่าน

รายละเอียดตัวชี้วัด

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 เห็นชอบเรื่อง การปรับแนวทางการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ โดยไม่ต้องนำผลการดำเนินงานของส่วนราชการมาประเมินตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 มีผลกระทบต่อการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพฯ ทำให้การคาดการณ์ผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีความไม่แน่นอน ไม่สะท้อนกับผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งไม่สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพของส่วนราชการฯ ได้ หากเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระยะที่สองหรือเกิดสภาวะวิกฤติอื่น ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการรายงานผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดเพื่อใช้ในการติดตาม (Monitoring) แต่จะไม่นำมาประเมินผล และให้ส่วนราชการถอดบทเรียนในการบริหารจัดการผลกระทบและการแก้ไขปัญหาในสภาวะวิกฤตโควิด-19 (COVID-19) และให้สำนักงาน ก.พ.ร. สรุปบทเรียนในการบริหารจัดการผลกระทบในภาพรวมของส่วนราชการ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารงานและให้บริการประชาชนได้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ หากเกิดสภาวะวิกฤตในอนาคต

ประเด็นการประเมิน ผลการดำเนินงาน
1. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในภาพรวม/ผลกระทบที่ได้รับ 100
2. การแก้ไขปัญหา/การดำเนินการของหน่วยงานเพื่อลดผลกระทบ 0
3. ปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงาน 0
4. ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 0